อ่าวท่าเลน

2

เป็นแหล่งพายเรือคายักของจังหวัดกระบี่ บริเวณเป็นโตรกผาสูงตระหง่าน น้ำทะเลสีเขียวใส เป็นเส้นทางพายเรือชมธรรมชาติที่สวยงาม

พายคายัคลัดเลาะไปตามลากูนที่มีบรรยากาศอันพิสุทธิ์

  

น้ำตกร้อนคลองท่อม

2

  แวะเวียนมาเที่ยวกระบี่ในวันหยุดยาวๆ แหะๆ คนเยอะตามระเบียบครับ แต่ด้วยความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์จึงเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวมาใช้บริการ SPA อ่างธรรมชาติ

  ที่บริเวณนี้ เป็นป่าที่ราบต่ำแห่งสุดท้ายของประเทศไทย ที่ผื้นนี้เป็นต้นน้ำลำธารและแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ระบบนิเวศน์บริเวณนี้ยังคงมีสภาพสมบูรณ์  ภายในพื้นที่มีน้ำพุร้อนที่ไหลขนานกับภูเขาลดเลาะไปตามความลาดชันของพื้นที่ จนกระทั้งไหลผ่านตลิ่ง สู่คลองท่อม ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำปกติ แต่ไม่ร้อนจัดเกินไป โดยมีความร้อนอยู่ที่ประมาณ 40-42 องศาเซลเซียสเหมาะสำหรับอาบหรือแช่เล่น

  ตั้งอยู่บริเวณบ้านบางคราม-บ้านบางเตียว อยู่ห่างจากอำเภอเมืองกระบี่ตามถนนเพชรเกษม (กระบี่-ตรัง) ประมาณ 45 กิโลเมตร จากนั้นแยกเข้าถนนสุขาภิบาล 2 ตรงที่ว่าการอำเภอคลองท่อมไปอีก 12 กิโลเมตร เป็นน้ำพุร้อนแห่งหนึ่งในบรรดาน้ำพุร้อนอีกหลายแห่งที่กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณนี้ น้ำจะไม่ร้อนมาก มีอุณหภูมิประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส เป็นน้ำร้อนที่ซึมขึ้นมาจากผิวดินซึ่งมีป่าละเมาะปกคลุมร่มรื่น สายน้ำไหลไปรวมกันตามความลาดเอียงของพื้นที่ บางช่วงมีควันกรุ่นและคราบหินปูนธรรมชาติพอกอยู่เป็นชั้นหนาทำให้เกิดทัศนียภาพสวยงามแปลกตา โดยเฉพาะบริเวณที่ธารน้ำร้อนไหลลงสู่คลองท่อมลดระดับเกิดเป็นลักษณะคล้ายชั้นน้ำตกเล็ก ๆ ค่าเข้าชม เด็ก 2 บาท ผู้ใหญ่ 5 บาท และชาวต่างประเทศ 10 บาท รถจักรยานยนต์ 5 บาท รถยนต์ 20 บาท

สุสานหอย

2

 

 

สุสานหอย

       สุสานหอยแหลมโพธิ์ ตั้งอยู่ที่บ้านแหลมโพธิ์ ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราและหมู่เกาะพีพี ห่างจากตัวเมืองประมาณ 17 กิโลเมตร ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปหาดนพรัตน์ธารา เมื่อถึงบ้านไสไทย จะมีป้ายบอกทางไปสุสานหอย บริเวณที่เป็นสุสานหอยแห่งนี้ เดิมเป็นหนองน้ำจืดขนาดใหญ่ มีหอยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหอยขม มีขนาดราว 2 ซม. ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณพื้นผิวโลก น้ำทะเลไหลเข้ามาท่วมบริเวณหนองน้ำจนหมด ทำให้ธาตุหินปูนในน้ำทะเลหล่อเปลือกหอยใต้น้ำจนเป็นเนื้อเดียวกัน กลายเป็นแผ่นหินแข็งที่เรียกว่า Shelly Limestone หนาประมาณ 40 เซนติเมตร เมื่อแผ่นดินบริเวณนี้ถูกยกตัวขึ้นสูง ซากฟอสซิลเหล่านี้จึงปรากฏให้เห็นเป็นลานหินกว้างใหญ่ยื่นลงไปในทะเล จากการคำนวณหาอายุทางธรณีวิทยาพบว่า ฟอสซิลนี้มีอายุราว 40 ล้านปี ซึ่งมีเพียง 3 แห่งในโลกเท่านั้น คือที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (มลรัฐชิคาโก) ประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทย

ความรู้เพิ่มเติม

       ปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นริมทะเลบ้านแหลมโพธิ์ นี้เป็นความมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ระดับโลก เพราะทั่วทั้งโลกนี้มีสุสานหอยเพียงสามแห่ง คือที่สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และไทย ยิ่งกว่านั้นสุสานหอยที่กระบี่นี้ยังเป็นเพียงแห่งเดียวในโลกที่อยู่ใน พื้นที่ชายฝั่งทะเล ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา สุสานหอยคือฟอสซิลหอยหรือซากหอยตึกดำบรรพ์จำนวนมากที่ตายทับถมกันเป็นชั้น หนา จากข้อมูลเดิมเคยเชื่อกันว่ามีอายุถึง 75ล้านปี แต่ในปี พ.ศ. 2538 นักวิชาการกรมทรัพยากรธรณีได้พิสูจน์พบว่า มีอายุอยู่ในช่วง 30-40 ล้านปี สุสานหอยพบบริเวณชายทะเลบ้านแหลมโพธิ์เป็นแนวยาว กระจายกันอยู่ในระยะประมาณ 2 กม. มีสามจุดใหญ่ ๆ แต่จุดที่แนะนำให้ไปชม อยู่บริเวณหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีทางให้ลงไปดูได้สะดวก จะเห็นฟอสซิลรวมตัวเป็นแผ่นใหญ่หลายสิบ ตร.ม. มองดูคล้ายแผ่นคอนกรีต แต่ถ้าเข้าไปดูใกล้ ๆ ในแนวตัด จะเห็นหอยตัวเล็ก ๆ เกาะกันอยู่อย่างชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นพวกหอยขมน้ำจืด แต่ปัจจุบันฟอสซิลหอยบริเวณนี้กำลังพังทลายลงเรื่อย ๆ เนื่องจากถูกคลื่นลมกัดเซาะอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับการทรุดตัวของผืนทรายด้านล่าง ทาง อุทยานแห่งชาติ จึงต้องกั้นเชือกเพื่อมิให้นักท่องเที่ยวลงไปเดินเล่นบนแผ่นฟอสซิลอีกทั้ง ป้องกันการลื่นหกล้ม เนื่องจากแผ่นฟอสซิลบางจุดมีตะไคร่เกาะอยู่

การเดินทาง

1. จากอ่าวนาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 4203 ตรงไปประมาณ 10 กิโลเมตร

2. จากตลาดเทศบาลใช้ ถ.กระบี่ เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4034 ตรงไปจนถึงบ้านไสไทย แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4204 ไปจนสุดทาง รวมระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร รถสองแถว นั่งรถสายกระบี่-อ่าวนาง จากอ่าวนาง ค่ารถ 20 บาท จากตลาดเทศบาล 40 บาท

ขอบคุณภาพจาก MARUKO / นายพัน

หาดไร่เลย์

2

 

หาดไร่เลย์

หาดไร่เลย์ มารู้จัก หาดไร่เลย์ กันดีกว่า

       หาดไร่เลย์ ตั้งอยู่ใน ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ เป็นหาดที่มีความสวยงามจนได้ชื่อว่าเป็น เกาะพีพีแห่งที่ 2 ของจังหวัดกระบี่นอกจากนี้ ไร่เลย์ เป็นแหล่งกีฬาปีนหน้าผาที่ลือชื่อ หาดไร่เลย์ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ หาดไรเลย์ตก และหาดไร่เลย์ตะวันออก หาดทั้งสองด้านสามารถเดินทะลุถึงกันได้ เพราะหาดมีลักษณะโค้งเข้าหากันและมีทางเดินเล็กๆ เชื่อมกันถึง หาดไร่เลย์ตะวันตกเป็นหาดที่มีเม็ดทรายละเอียดขาวสะอาด น้ำทะเลใสมากๆ ในขณะที่หาดไร่เลย์ตะวันออกจะมีนักท่องเที่ยวบางตากว่า ชายหาดไม่เหมาะกับการเล่นน้ำ เนื่องจากพื้นทรายเป็นโคลนเต็มไปด้วยเปลือกหอยและรากของต้นโกงกาง แต่ก็ได้รับความสนใจไม่แพ้หาดด้านตะวันออก เพราะเป็นจุดที่มีหน้าผาสำหรับกิจกรรมโรยตัวปีนผา

 

      หากจะพูดถึง หาดไร่เลย์ หลายคนคงจะไม่รู้จักกันซักเท่าไหร่ แต่หากถามไร่เลย์กับนักท่องเทียว โดยเฉพาะชาวยุโรปส่วนใหญ่แล้วต้องตอบว่ารู้จักดี ไร่เลย์เดิมเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ อยู่บนแผ่นดิน……ไม่ใช้เกาะ แต่เนื่องด้วยสภาพธรรมชาติที่มีภูเขาล้อมรอบทุกด้านทำให้ผู้คนที่จะเดินทางมา หาดไร่เลย์ ต้องนั่งเรือมาเพียงอย่างเดียว เดิมทีก็เคยมีข่าวจะทำถนนตัดผ่าน แต่เนื่องด้วยนักอนุรักษ์นิยมขอไว้ เพราะกลัวความเจริญจะเข้ามาทำลายความสวยงามแห่งนี้
 
 

 

 

ทะเลแหวก

10

 

   ทะเลแหวกชื่อนี้โด่งดังมากเมื่อ  ททท.นำไปโฆษณาอันซีนไทยแลนด์เมื่อปี 2546  ทะเลแหวกคือสันทรายขาว ที่ทอดยาวเป็นสะพานทรายเชื่อมเกาะทั้งสามเกาะเข้าด้วยกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่นำทะเลลดต่ำลงเกิดเป็น อันซีนไทยแลนด์ที่สามารถลงไปเดินทอดน่องบนสันทรายขาวเนียนกลางทะเลได้อย่างสบายอารมณ์วันผักผ่อนของคุณ        

   เกาะ 3  เกาะที่เชื่อมต่อกันคือ เกาะไก่  เกาะหม้อ เกาะทับ อยู่ใกล้กับเกาะปอดะ

   ทะเลแหวกสามารถชมได้ดีที่สุดในช่วงเวลาน้ำลงต่ำสุดในแต่ละวัน โดยเฉพาะวันก่อนและหลังวันขึ้น  15 ค่ำ ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวอยู่ระหว่างเดือนธันวาคม

 


อ่าวนาง

0

   อ่าวนางเป็นจุดเริ่มต้นการพจญภัยของนักเดินทางทั้งหลาย เพราะเป็นจุดรวม ศูนย์บริการต่างๆมากมายเช่น ธนาคาร โรงแรม ทัวร์ดำน้ำ เรือเช่า เพื่อไปยังจุดท่องเที่ยวเด่นๆที่อยู่ใกล้เคียง

   อ่าวนางเป็นหาดทรายทอดยาว มีถนนเลียบชายหาด เป็นที่ตั้งของร้านค้า ที่พัก บริษัทนำเที่ยวหลายแห่ง ทิวทัศน์โดยรอบสวยงามด้วยภูเขาหินปูนสูงตระหง่าน เป็นจุดเช่าเรือไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ได้แก่ หาดไร่เล ถ้ำพระนาง และเกาะต่าง ๆ ในทะเลกระบี่ จากตัวเมืองมีรถสองแถวไปยังอ่าวนาง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที

ถ้ำเสือเขาแก้ว อ่าวลูกธนู

1

  

  ตั้งอยู่ที่บ้านถ้ำเสือในตำบลกระบี่น้อย ห่างจากตัวเมืองกระบี่ไปตามถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) แล้วแยกซ้ายเข้าถนนราษฎรพัฒนา (ทางหลวงหมายเลข 4037) ไปประมาณ 9 กิโลเมตร เหตุที่ได้ชื่อว่า “ถ้ำเสือ” เพราะว่าบริเวณถ้ำด้านหน้าของทิวเขาอ่าวลูกธนูหรือที่เรียกว่า “เขาแก้ว” เคยมีเสือโคร่งขนาดใหญ่อาศัยอยู่และภายในถ้ำยังปรากฎหินธรรมชาติเป็นรูปอุ้งเท้าเสือ สภาพโดยทั่วไปมีลักษณะเป็นสวนป่า แวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่อายุนับร้อยปีในหุบเขาคีรีวงศ์ และเนื่องจากมีเขาล้อมอยู่ทุกด้าน จึงมีถ้ำเล็ก ถ้ำน้อยอยู่มากมาย เช่น ถ้ำคนธรรพ์ ถ้ำลอด ถ้ำช้างแก้ว ถ้ำลูกธนู ถ้ำพระ เป็นต้น บริเวณนี้นอกจากเป็นที่ตั้งของวัด ยังเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญถึงสองสมัยคือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ มีการขุดพบเครื่องมือหิน เศษภาชนะดินเผา พระพิมพ์ดิบ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีเส้นทางเดินป่า และเส้นทางขึ้นจุดชมวิวบนยอดเขา ไปตามบันไดสูง 1,272 ขั้นด้วย

ถ้ำเสด็จ

2
    

 

ถ้ำเสด็จ

       ถ้ำเสด็จ ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 บ้านหนองกก ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ครั้งที่ดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้เคยเสด็จผ่านมาแวะบริเวณถ้ำแห่งนี้ ซึ่งบริเวณถ้ำเสด็จและพื้นที่โดยรอบเป็นแหล่งมรดกทางธรรมชาติ (Natrual Heritage) กล่าวคือ ถ้ำเสด็จเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่เกิดจากการกระทำของน้ำใต้ดินและน้ำฝนที่กระทำต่อ ภูมิประเทศแบบหินปูน (Krast Topography) เกิดเป็นหินงอก (Sinkhole) จากพื้นถ้ำ หินย้อย (Stalactite)จากเพดาน น้ำ เสาหิน (Collumnor Pillare) และหลุมยุบ (Sinkhole)ซึ่งมีความสวยงาม และมีคุณค่าทางด้านธรณี สัณฐานวิทยา และลักษณะวรรณาอย่างสูง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเหล่านี้มีระยะเวลาก่อกำเนิดมายาวนาน มีอาณาเขตติดต่อ กับพื้นที่ใกล้เคียง ดังนี้

       ทิศเหนือ ติดต่อกับ ตำบลทับปริก อำเภอเมืองกระบี่ ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ตำบลกระบี่น้อย ตำบลกระบี่ใหญ่ ตำบลปากน้ำ และตำบล คลองประสงค์ อำเภอเมืองกระบี่ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ตำบลเขาทอง ตำบลหนองทะเล และตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่

ถ้ำเสด็จ

       อยู่ในท้องที่บ้านสวนพริก ตำบลไสไทย ห่างจากตัวอำเภอเมืองจังหวัดกระบี่มาทางทิศเหนือประมาณ 7 กิโลเมตร การเดินทางไปถ้ำเสด็จไปตามถนนหมายเลข 4 ตรงหลักกิโลเมตรที่ 113 เดินทางเข้าไปอีกประมาณ 100 เมตร ถึงปากถ้ำภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงาม มีแสงสว่างส่องให้เห็นได้ชัดเจน ซึ่งเป็นบริเวณทางผ่านเข้าสู่อำเภอเมืองของจังหวัดกระบี่ และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่สำคัญของจังหวัด เช่น หาดนพรัตน์ธารา อ่าวนาง และสุสานหอย ดังนั้น จึงเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวมาแวะพักรถเข้าชมถ้ำ หินงอก หินย้อย เนื่องจากเป็นถ้ำที่อยู่ใกล้ถนน จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาแวะชมอยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

 

 

หมู่บ้านนาตีน

2

    หมู่บ้านนาตีน อยู่ในเขตตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง  ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม  ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะทำสวนยางและทำประมงเป็นอาชีพเสริม  แต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่นาทำกินของชาวบ้านคลองแห้ง ในสมัยที่การคมนาคมยังไม่สะดวกเช่นทุกวันนี้ ชาวบ้านต้องเดินเท้ามาช่วยกันทำนาเป็นประจำทุกวัน เมื่อมีการตั้งชุมชนขึ้นเมื่อราว 80 ปีก่อน พื้นที่แถบนี้จึงถูกเรียกขานกันว่า” บ้านนาตีน ” ซึ่งหมายถึงนาทางด้านทิศใต้ ( หรือทิศทางปลายเท้า )ในปี พ . ศ .2531 กลุ่มเยาวชนในหมู่บ้านนาตีน ได้ร่วมแรงกันทำผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าวเพื่อเป็นการหารายได้เสริม ซึ่งภายหลังได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากหน่วยงานพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทางการเป็นอย่างดี จนกระทั่ง กลุ่มผลิตภัณฑ์ กะลามะพร้าวบ้านนาตีน เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นในฐานะแหล่งผลิตงานหัตถกรรมจากกะลามะพร้าวที่สวยงามได้อย่างหลากหลายรูปแบบ  ในปัจจุบัน ชาวบ้านนาตีนได้เพิ่มศักยภาพในการผลิตได้หลากหลายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การทำผ้าบาติก ผลิตกระดาษใยสับปะรดเพื่อแปรรูปทำของที่ระลึกรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการทำเรือหัวโทงจำลองอีกผลงานระดับห้าดาว ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนไม่น้อย สอบถามเพิ่มเติมที่  กลุ่มผลิตภัณฑ์กะลามะพร้าวบ้านนาตีน  อาคารศูนย์กลางชุมชนบ้านนาตีน โทร. 0 7563 7390 หรือ คุณบัญชา แขวงหลี โทร. 0 1968 8532 และมีบริการที่พักโฮมสเตย์สามารถติดต่อและจองที่พักได้ที่อาคาร ศูนย์กลางชุมชนบ้านนาตีน หรือติดต่อคุณบัญชา แขวงหลี โทร : 01-9688532

 

 

         การเดินทางจากจังหวัดกระบี่ไป บ้านนาตีน  จากกระบี่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4202 ระยะทางราว 14 กิโลเมตรก่อนถึงหาดนพรัตน์ธารา ราว 1.5 กิโลเมตรเลี้ยวขวาทางลัดสู่คลองม่วงไปราว 1 กิโลเมตรถึงศูนย์ฯซึ่งอยู่ทางขวามือ หรือจากอ่าวนางใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4203 ถึงหาดนพรัตน์ธาราเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 4202 เลี้ยวซ้ายแยกทางลัดคลองม่วงเส้นทางเดียวกัน

 

 

 

น้ำตกหินเพิง

2

  

 

น้ำตกหินเพิง

       น้ำตกหินเพิง เกิดจากเทือกเขาครอบกะทะ ในเขตตำบลคลองพน อำเภอคลองท่อม เป็นน้ำตก 3ชั้นไหลจากหน้าผาสูง 800 เมตร มีนักท่องเที่ยวเข้าไปชมมากพอสมควร เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป มีธรรมชาติที่สวยงาม เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลผ่านตลอดปี ป่าเป็นป่าดินชื้นสลับทุ่งหญ้าบ้างเล็กน้อย มีลักษณะเป็นป่าต้นน้ำลำธารที่สมบูรณ์ที่สุดและเป็นแห่งใหญ่ที่สุดของพื้นที่ป่าดิบชื้นของรอยต่อจังหวัดกระบี่และตรังในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ของกรมป่าไม้ ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 บ้านหินเพิง ตำบลคลองพน อำเภอคลองท่อม ห่างจากที่ว่าการอำเภอคลองท่อม 25 กิโลเมตร การเดินทางไปเที่ยวชมไปตามถนนเพชรเกษมหมายเลข 4 (กระบี่-ตรัง) พอถึงคลองพนแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 8 กิโลเมตร ถนนเป็นลาดยาง 8 กม. ก็จะถึงบริเวณชั้นล่าง อันเป็นทางที่จะขึ้นไปยังน้ำตกซึ่งทางราชการได้สร้างฝายน้ำล้นและต่อท่อประปาส่งน้ำไปใช้ในหมู่บ้าน การเที่ยวชมน้ำตกหินเพิง นักเดินทางจะต้องเดินลัดเลาะไปตามไหล่เขาประมาณ 400 เมตร ก็จะถึงบริเวณอันเป็นที่ตั้งของน้ำตกหินเพิงที่มียอดหน้าผาที่สูงชัน

       น้ำตกหินเพิง ห่างจากเทศบาลตำบลคลองท่อมใต้ ประมาณ 21 กิโลเมตร เป็นน้ำตก 3 ชั้น สูงประมาณ22 เมตร มีน้ำตลอดทั้งปีทุกชั้นของน้ำตก และมีแอ่งน้ำ บริเวณน้ำตกเป็นป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ขนาดเล็กและขนาดใหญ่จำนวนมาก

       ซึ่งสามารถเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ และมีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิด บางชนิดหายาก ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งให้ความร่มรื่นมาก เหมาะสำหรับเป็นที่ท่องเที่ยวและสามารถศึกษา ค้นคว้าวิจัย

 

 

 

 

สระแก้ว

1

สระแก้ว

   อยู่ในเขตสวนป่าตำบลเขาทอง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 28 กิโลเมตร ตามเส้นทางกระบี่-ในสระ สระแก้ว ประกอบด้วย สระน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติถึง 8 สระ ได้แก่ สระน้ำลอด สระเชิงเขา สระจระเข้ขาว สระน้ำทิพย์ สระน้ำคราม สระมรกต สระหุ้นแก้ง และสระน้อย

 

พิ้งกี้ สาวิกา ไชยเดช กับชุดส่าหรีใน Bolly Wood ที่กรุงเทพฯ

7

  งานประกาศรางวัล IDEA IIFA Award (International Indian Film Academy) หรืองาน บอลลี่วู้ด (Bolly Wood) หรือเทียบเท่ากับงาน Holly Wood ของอเมริกา ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทย ครั้งนี้เป็นครั้งที 9 ณ โรงละครสยามนิรมิตร ในวันที่ 6-8 มิถุนายน 2551ที่ผ่านมา

  ในงานนี้ มีคนไทยเข้าร่วมในงานด้วยเช่น พิ้งกี้ สาวิกา ไชยเดช มาในชุดส่าหรีน้อยวงพลู กับคุณแม่กมลา สุโกศล และ กอล์ฟ อัครา อมาตยกุล

  น้องพิ้งกี้ ได้บอกถึงความรู้สึกในการมาร่วมงานนี้ว่า”รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญและได้เป็นตัวแทนคนไทยไปในงานนี้ ซึ่งราคาตั๋วสำหรับผู้เข้าร่วมงานมีราคาสูงมาก”

เชิญชมบรรยากาศในงาน 😛

 

 

Salotto Coffee

7


ขอติดกระแสหนังดัง ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ Coffee Prince ซี่รี่ส์ยอดฮิตจากเกาหลี ที่ทำให้หลายๆ คนติดกันงอมแงม แถมยังกระตุ้นกระแสการดื่มกาแฟได้อีกเยอะเลยทีเดียว


จริงๆแล้วที่เมือง ก็มีร้านกาแฟของคนไทยที่แสนอร่อย หอมกลมกล่อมด้วยกาแฟคุณภาพดี “Salotto Coffee” เป็นร้านกาแฟทันสมัย มีสไตล์เป็นของตัวเอง เห็นวิธีการคัดเมล็ดกาแฟ คั่วกาแฟ ชงกาแฟ แต่งหน้ากาแฟให้สวยงามเหมือนเป็นงานศิลปะ ที่ Salotto เพราะความใส่ใจในทุกรายละเอียดนี้เอง จึงทำให้เป็นที่กอกถูกใจคอกาแฟ

Salotto เป็นชื่อภาษา อิตาลี่ ที่มีความหมายว่า Living Room ห้องนั่งเล่น นั่นเอง เลยจัดร้านบรรยากาศให้ตรงกับ Concept ตามชื่อของร้าน ให้ดูอบอุ่น มีทั้งบรรยากาศภายนอกที่คลอด้วยเสียงน้ำตก และภายในมีให้เลือกหลายมุม หรือหากต้องการความสงบยิ่งขึ้น ก็มีชั้น 2 ไว้รองรับ สิ่งสำคัญคือคุณภาพ และรสชาติของกาแฟ คุณอภิชา แย้มเกษร เจ้าของกิจการลงมือคัดสรรอย่าพิถีพิถันเม็ดกาแฟจากโครงการปลูกกาแฟของชาวไทยภูเขาจากยอดดอยทุกปีด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้คุณภาพของเม็ดกาแฟตามที่ต้องการ และนำมาคั่วเองทำให้กาแฟสดใหม่เสมอ

ด้วยประสบการณ์ของคุณอภิชา ที่ผ่านการอบรมจากสถาบัน American Barista School ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อทางด้านกาแฟมากที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเปิดสถาบันสอนการทำกาแฟ เพื่อถ่ายทอดความรู้ ด้วยมาตรฐานระดับสูง พร้อมจำหน่ายอุปกรณ์และวัตถุดิบต่างๆอย่างครบวงจร

กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟนี้เองได้เย้ายวนชวนให้คนเข้าไปชิมกาแฟที่ร้าน Salotto  จึงมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาตลอด และยิ่งทุกวันนี้ผู้คนที่บริโภคกาแฟดีๆ มีจำนวนมากขึ้น ยิ่งทำให้ Salotto เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ทำให้หลายคนกลายเป็นขาประจำ เพราะรสชาด ความเข้มข้น ที่แตกต่างจากร้านอื่นๆ

ติดต่อ ซาลอตโต้ คอฟฟี่
15/148 ถนนรัชดาภิเษก36(ซอยเสือใหญ่อุทิศ) แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
เปิดบริการ 08.30 – 23.00 น. โทร. 0-2541-8077 ,081-496-0095 โทรสาร 0-2541-8018
www.salotto.co.th E-mail ::  info@salotto.co.th


เชียงคาน

4


…เมื่อพูดถึง “อำเภอเชียงคาน” อีกหนึ่งอำเภอของไทยที่มีพื้นที่ติดอยู่ริมแม่น้ำโขง…ทุกคนคงจะนึกได้ถึงสภาพความเป็นอยู่การดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย ไม่จอแจหรือพลุกพล่าน เป็นบรรยากาศที่เหมาะกับการปล่อยให้วันเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ โดยมีเราผู้เดินทางเป็นผู้เกี่ยวกับและซึมซับเรื่องราวและความเป็นมาของที่นี่…

…เสียดายที่ผมมีเวลาที่นี่เพียงน้อยนิดแค่ช่วงบ่ายของหนึ่งวันและช่วงเช้าของอีกหนึ่งวัน ทำให้ภาพชุดนี้อาจจะขาดอะไรหลาย ๆ อย่างไปก็ถือซะว่าดูเล่น ๆ ดูผ่าน ๆ ก็ได้ครับ แล้วไว้ผมจะกลับไปที่นี่อีก … ซึ่งผมคิดว่าคราวหน้าผมคงจะซึมซับและชดใช้ในสิ่งที่ขาดหายไปให้กับภาพชุดนี้ได้เต็มที่ขึ้น…ดูชุดนี้ไปก่อนนะครับ

….เชียงคานเป็นอำเภอเล็กๆ ที่เงียบสงบริมแม่น้ำโขง ติดกับประเทศลาว อยู่ทางทิศเหนือของเมืองเลย มีที่พัก ร้านอาหารและบริการล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งโขง นอกจากนี้ยังมีของที่ระลึกที่ขึ้นชื่อของอำเภอคือผ้านวม มะพร้าวแก้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนไม่ควรพลาดที่จะซื้อเป็นของฝากและยังมีแหล่งท่องเที่ยวให้นักเดินทางได้สัมผัสอีกด้วย ที่พักส่วนใหญ่ในอำเภอจะเป็นลักษณะเกสเฮ้าส์ริมแม่น้ำโขง ซึ่งจะมีฝรั่งนักเดินทางมาพักอยู่เสมอ ส่วนคนไทยนั้นจะมีบ้างในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์…

ภาพ/บทความ forzanu

Hua Hin Jazz Festival on The Beach 2008

5

 

 Hua Hin Jazz Festival on The Beach 2008 ครั้งที่ 6

  ผ่านไปแล้วครับกับงาน หัวหินแจ๊สเฟสติวัล ออน เดอะ บีช จัดขึ้นในวันที่ 13 – 14 มิถุนายน 2551 ที่ชายหาดหัวหิน จังหวัดประจวบฯ ปีนี้เป็นปีที่6 แล้วทำให้หัวเมืองชายทะเลของไทยกลายเป็น Landmark ทางด้านดนตรี Jazz ไปซะแล้ว ด้วยบรรยากาศของฟองเบียร์กับเพื่อนฝอง ขาจุ่มน้ำมือเกลี่ยทราย พร้อมเสียงดนตรีแจ๊สเคล้าคลอ  แค่ ปีละครั้งที่เราจะได้ปล่อยอารมณ์ให้ไหลผ่านไปจนไม่อยากมองดูนาฬิกา

  หัวหินแจ๊สเฟสติวัล ออน เดอะ บีช ได้นำเหล่าศิลปินมืออาชีพทั้งไทย และต่างประเทศที่ได้รับความนิยมคัดสรรมาให้เราได้สนุกไปกับเสียงเพลงตลอดค่ำคืน โดยเริ่มต้นความสนุกกับคอนเสิร์ตครั้งแรกในเมืองไทยของ เคนนี่ กาเร็ตต์ ศิลปินแจ๊สที่ได้รับการยกย่องให้เป็น หนึ่งในนักแซ็กโซโฟนยอดเยี่ยมรุ่นใหม่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ร่วมด้วยศิลปินไทยชั้นนำอีกมากมาย อาทิ ทีโบน, กบ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, รัดเกล้า อามระดิษ, จิรศักดิ์ ปานพุ่ม, ชลนรรจ์ ลิ่มไทย, สุรชัย จันทิมาธร ที่นำเพลงคุ้นหูมา Featuring ใหม่ในกลิ่นอาย “แจ๊ส” โดยประชันกับวง ดนตรีแจ๊สระดับครู อาทิ เช่น แม้นศรี, Denny and Friends, The Jazz Dojo, Pomelo Town Band จนถึงวง  รุ่นอาวุโสอย่าง Young Blood Band ซึ่งงานนี้วางธีมเพื่อเป็นการ ทริบิวต์ให้แก่ บิลลี่ ฮอลิเดย์ (Billie Holiday)

   ในปีนี้การจัดงานแตกต่างจากปีก่อนๆหลายอย่าง เป็นต้นว่ามีเวทีเดียว ทำให้นักท่องเที่ยว ไม่ต้องโยกย้ายที่นั้งฟังเพลงไปตามเวทีที่ตั้งคนละฝากของหาดเหมือนในปีก่อนๆ ถือว่าดีนะครับ

  แต่ที่ต้องติก็คือระบบเสียงที่เสียงร้องกับปากไม่ตรงกัน กล่าวคือภาพมาก่อนเสียง ทำให้ผู้ฟังที่อยู่ด้านหลังที่ชมดนตรีผ่านจอยักษ์ขาดอารมณ์สดๆ ทำให้อัถรสการฟังเพลงนั้นด้อยลงไปมากเลยทีเดียว นั้นถือว่าขาดความเป็นมืออาชีพ และอีกอย่างเรื่องการตบแต่งศิลป์ภายในงาน ที่ลดความหวือหว่า ขาดกลิ่นอายความเป็น Jazz ไม่ว้าว… เหมือนแต่ก่อน รู้สึกไม่ประทับใจนัก เราชวนเพื่อนๆไปเยอะ แล้วไม่ได้เป็นอย่างที่เล่า(พรรณางานเก่าๆ)ให้ฟัง  งานนี้ผู้จัดงานคือ True Music หรือ CM อยากให้บอกหน่อยครับว่าอะไรที่ทำให้เนื้องานเปลี่ยนไป  ซึ่งปีก่อนๆนั้นกลับไม่มีปัญหาดังกล่าว 

 

 

กระบี่ Unseen แห่งแดนใต้

16


 


เมืองไทย.คอม ขอหลบอากาศร้อนๆ จากกรุงเทพ หนีลงทะเลใต้จังหวัดกระบี่กันซักหน่อย เราเดินทางมุ่งหน้าสู่ จ.กระบี่ โดยใช้เส้นทาง จากกรุงเทพฯ ทางหลวงหมายเลข 4  ผ่านจังหวัดเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร-สุราษฎร์ธานี-กระบี่


มื้อเช้าที่ตลาด จังหวัดกระบี่

เขาขนาบน้ำ

กระบี่เป็นจังหวัดที่มีชายฝั่งสวยงาม อยู่ทางด้านฝั่งทะเลอันดามัน


วันแรกของการเดินทาง
ลง จ.กระบี่ ครั้งนี้ เราจัด Trip ที่ท่องธรรมชาติอันสวยงามหลายที่เลยทีเดียว เริ่มต้นภารกิจแห่งความสุขวันแรก หลังจากอยู่ในเมืองกระบี่ พักผ่อนพอสบายหายเหนื่อยจากการเดินทางมาแล้ว  เช้านี้ เราจึงออกจากตัวเมืองไปยัง อำเภอคลองท่อม ด้วยการพาไป ” น้ำตกร้อน ” ซึ่งเป็นหนึ่งใน Unseen ของจังหวัดกระบี่ ระหว่างทางแวดล้อมไปด้วยสวนยางพารา และสวนปาล์ม ก่อนเข้าสู่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า เขาปะบางคราม อ. คลองท่อม  ค่าบริการผ่านทาง คนละ20 บาท

” น้ำตกร้อน “นี้เกิดจากน้ำร้อนใต้ดินที่ผุดขึ้นกลางป่า สายน้ำไหลผ่านป่าระกำลงสู่เบื้องล่าง ลำคลองสะพานยูง บางช่วงมีควันกรุ่นและคราบหินปูนธรรมชาติพอกอยู่เป็นชั้นหนาทำให้เกิดทัศนียภาพสวยงามแปลกตา โดยเฉพาะบริเวณที่ธารน้ำร้อนไหลลงสู่คลองท่อมลดระดับเกิดเป็นลักษณะคล้ายชั้นน้ำตกเล็ก ๆ  คุณจะเล่นน้ำตกร้อน ที่มีอุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส  หรือจะอาบน้ำแร่อุ่นๆแบบสปาธรรมชาติก็ได้ เราประทับกับธรรมชาติที่นี่เป็นอย่างมาก

เดินทางต่อไปยังสระน้ำใสสะอาด   ขนาดใหญ่ในอ้อมกอดของป่าดงพงไพร   กว้างประมาณ 25 ม. ยาว 20 ม. และลึกประมาณ 2 ม. น้ำใสจนมองเห็นพื้นหินด้านล่าง ซึ่งมีสีเขียวมรกต อันเป็นที่มาของชื่อ “สระมรกต” ค่าบริการผ่านทาง คนละ20 บาท  แต่ก่อนที่เราจะได้ชมความงามนั่น  เราต้องเดินเข้าไป ประมาณ 800 เมตร หรือจะเลือกเส้นทางเดินเพื่อศึกษาธรรมชาติที่มีระยะการเดินประมาณ 2.7 กิโลเมตร แต่ก็จะมาบรรจบกันที่สระมรกตที่เดียวกัน ตลอดเส้นทางเดินธรรมชาติเป็นป่าร่มรื่นเขียวชอุ่ม ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ที่น่าสนใจเป็นแหล่งชมนกหายากก่อนถึงสระมรกตก็จะพบกับสระแก้ว น้ำใสสีเขียวมรกตเต็มไปด้วยพืชน้ำที่ขึ้นกันอย่างหนาแน่น

 






หลังจากนั้น เราเดินทางต่อไปยัง อ.เหนือคลอง แวะบ้านแหลมกรวด ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจ.กระบี่ที่กำลังเริ่มเจริญเติบโต ด้วยรีสอร์ทต่างๆอีกมากมาย  และเป็นท่าเทียบเรือหางยาว และเรือเร็วไว้บริการ เพื่อโดยสารไป เกาะจำ เกาะปู และะเกาะศรีบอยา ซึ่งเป็นแหล่งอาหารทะเลสด บริการข้ามเรือวันละ 2 เที่ยว ในเวลา 12.00 น. และ 15.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ค่าโดยสารเรือเร็วคนละ 40 บาท และเรือธรรมดาคนละ 30 บาท

นอกจากนี้ยังมีเรือเหมาไปเกาะจัมอัตราลำละ 500 บาท โดยเรือมาจอดที่ท่าเรือบ้านเกาะปู และท่าเรือบ้านเกาะจัม น่าเสียดายที่เวลาเราไม่พอไปเที่ยวตามเกาะต่างๆ จึงๆได้แค่แวะมาชมบรรยากาศ พร้อมทานมื้อกลางวัน ที่ท่าเทียบเรือนี้จะเห็นชาวบ้านตกปลากัน ซึ้งก็ได้ปลาหลายชนิดปลาทู ปลาทราย และเด็กๆ วิ่งเล่นกันตามวิถีชาวบ้าน
จากนั้นเราไปยังท่าเรือบ้านหัวหินเพื่อข้ามฟากไปยังเกาะลันตาน้อย ใช้เวลา 30 นาที จะข้ามได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับระดับน้ำทะเล และจำนวนรถที่รอต่อคิว สามารถนำรถขึ้นเรือเฟอร์รี่สองต่อ คือข้ามไปยังกาะลันตาน้อยก่อน และเดินทางไปท่าเทียบอีกฝั่งของเกาะลันตาน้อยเพื่อต่อไปยังเกาะลันตาใหญ่ โดยเราขึ้นฝั่งที่ท่าเรือบ้านศาลาด่าน ใช้เวลา 15 นาทีจุดหมายปลายทางที่เราจะพักในวันนี้คือ TWIN LOTUS RESORT & SPA  ตั้งอยู่ริมหาดคลองดาว ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่คิดในเรื่องของการต้อนรับอย่างอบอุ่นและดื่มด่ำกับบรรยากาศแสนโรแมนติก กับมื้อค่ำของวันนี้ที่ริมหาด

 




เช้าวันที่สอง ถึงคิวพาเที่ยวทะเล วันนี้จะพาไปดำน้ำชมสิ่งมหัศจรรย์ใต้น้ำว่างดงามเพียงใด ซึ่งได้รับเกียรติจาก คุณเหม ผู้บริหารเรือเพชรไพลิน ของบริษัทลันตา เพชรไพลิน จำกัด เป็นเรือสองชั้น ชั้นบนจะเป็นชั้นลอยสำหรับนั่งอาบแดดหรือชมวิวในมุมกว้าง เรือเพชรไพลินให้บริการเรือนำเที่ยวหมู่เกาะต่างๆ ภายใน 1 วัน ด้วยโปรแกรม “4 Islands one day trip” เรือออกประมาณ 9 โมง พาไปดำน้ำดูปะการัง
จุดแรกคือ “เกาะเชือก” ชมปะการังเจ็ดสี หนึ่งเดียวในท้องทะเลตรัง       หลังจากเราเต็มอิ่มกับความงามของประการัง ปลาและโลกใต้ทะเลที่เกาะเชื่อกแล้ว ก็ไปต่อที่ “เกาะมุข” เพื่อแวะทานข้าวกลางวัน เติมพลังแล้วก็ลุยกันต่อที่ “เกาะม้า” ชมปะการังอ่อน หลายๆ ชนิดที่สมบูรณ์ น้ำใส สามารถเห็นปลาการ์ตูน ปลาลายเสือมากมาย และที่เกาะม้านี่เองที่เราเจอ ปลาไหลมอลเลย์ ที่หาดูได้ยาก

น่าเสียดายที่ได้แวะ “เกาะม้า” เป็นเกาะสุดท้าย ด้วยเพราะฟ้าฝนและสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ จึงอดแวะไปที “เกาะไหง” วันนี้เก็บภาพประทับใจของทิวทัศน์ธรรมชาติของทะเล ตรัง-กระบี่ อันงดงามระหว่างการท่องเที่ยวเพียงเท่านี้ก่อนแล้วกันน่ะค่ะ สามารถติดต่อ เรือเพชรไพลิน ได้ที่ โทร/แฟกส์ 075-684-428, 075-667-033-4
มือถือ. 081-979-9001

เกาะมุข




การเดินทางไปเกาะลันตาใหญ่

จากบ้านหัวหิน – เกาะลันตาน้อย รถยนต์คันละ 70 บาท รวมคนขับ ผู้โดยสารคนละ 10 บาท สามารถข้ามได้ตั้งแต่เวลา 07.00 น. – 24.00  น.

จากเกาะลันตาน้อย – เกาะลันตาใหญ่ รถยนต์ คันละ 50 บาท รวมคนขับ ผู้โดยสารคนละ 3 บาท สามารถข้ามได้ตั้งแต่เวลา 07.00 น. – 24.00 น.

ขอบคุณ พี่ป๋องและพี่โอ๋ นักท่องเที่ยวผู้ร่วมเดินทางด้วยกัน
และได้ส่งรูปถ่ายใต้น้ำ มาเพิ่มสีสันให้กับเรา

แผนที่จังหวัดกระบี่

เชิญชมรูปภาพให้เต็มอิ่มด้านล่างนะคะ

คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยายขนาด

 

The Royal Spa

1


หากมีโอกาสพักผ่อนที่โรงแรมหรูบรรยากาศดีอย่าง The Village resort and spa ณ หาดกระรน จังหวัดภูเก็ต อย่าลืมหาเวลาปรนิบัติและปรนเปรอตัวเอง The Royal Spa ที่พร้อมสรรพด้วยบริการที่หลากหลาย

เพื่อการบำบัดความเมื่อยล้าและผ่อนคลายอารมณ์ให้สุนทรีย์แก่คุณ ด้วยความเป็นธรรมชาติและการตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์ในรูปแบบ Tropical Garden เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ในการผ่อนคลาย

นอกเหนือจากบรรยากาศ คุณยังได้สัมผัสกับการบริการอย่างเต็มรูปแบบ เช่น การนวดอโรมา นวดไทย ขัดตัว พอกตัว นวดหน้า  ตลอดจนพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญ จะช่วยทำให้คุณได้รับความผ่อนคลายและมีความสุขตลอดเวลาที่รับบริการในสปาแห่งนี้



The Royal Spa รองรับลูกค้าได้หมดทุกกลุ่ม เพราะมาตรฐานที่วางไว้สูงอยู่ ไม่ว่ากับกลุ่มยุโรป กลุ่มเอเชีย กลุ่มประชุม หรือกลุ่มคนไทย เราทำมาตรฐานสูงอยู่แล้ว หากต้องการใช้บริการของ The Royal Spa คงต้องสำรองล่วงหน้ากันก่อนซักหน่อยเพราะลูกค้าเยอะทุกวัน




 

The Royal Spa the Village Resort & Spa
566/1 Patak Rd ., Karon Beach , Muang , Phuket 83000
Tel. +66 76 398200-5
village@theroyalspa.com

VT แหนมเนือง

32

คุณคงเคยได้ยินกับคำว่า You are what you eat… ที่ทุกๆคนใส่ใจก็คือ อาหารเพื่อสุขภาพ ที่เน้นไปทางผักและผลไม้ และที่รวมอยู่ในหมวดหมู่ที่ว่านี้ คงหนีไม่พ้นอาหารเวียตนาม ที่เน้นหนักไปทางผัก และอาหารที่มีแคลลอรี่ต่ำ แต่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์

แหนมเนือง ถือเป็นพระเอกของอาหารเวียตนามในบ้านเรา และ ร้าน วีที แหนมเนือง ก็เป็นหนึ่งในร้านอาหารเวียดนามแสนอร่อย วันนี้ทีมงาน เมืองไทย.คอมได้รับเกียรติจาก  คุณชัญญ์ชญา เชาวลิตถวิล เจ้าของร้าน VT แหนมเนือง สาขาซอยแบริ่ง แนะนำเมนูขึ้นชื่อ ที่เห็นแล้วต้องท้องร้องตามๆ กัน

เริ่มด้วย แหนมเนือง ที่คัดสรรค์อย่างดีจากเนื้อหมูส่วนขาหลัง ที่เป็นส่วนไม่มีมัน ปรุงรสด้วยเครื่องเทศและเสียบไม้ย่าง ทานคู่กับผักสดๆ อย่างผักกาดหอม สะระแหน่ ผักแพว ใบชะมวง และเครื่องเคียงอย่างกล้วยน้ำว้าดิบ แตงกวา มะเฟือง พริก กระเทียม ห่อด้วยแผ่นแป้ง (แผ่นกระยอ) ที่บาง เหนียวนุ่ม ทำมาจากแป้งข้าวเจ้า สั่งทำพิเศษมาจากท่าบ่อ ของภาคอีสาน และน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่ใช้ตับบด มันฝรั่ง และไม่ใช้น้ำมะขามเปียก


อาหารที่แนะนำไม่ได้มีเพียง แต่แหนมเนืองอย่างเดียว ยังมี อีกมากมากค่ะ


กุ้งพันอ้อย ใช้เนื้อกุ้งกุลาดำล้วนๆ ไม่มีส่วนผสมของแป้ง ทอดกับน้ำมันร้อนๆ หอมน่าทานมาก


กุ้งกระเบื้อง ใช้กุ้งขาวและใช้แป้งของแผ่นกระยอเป็นส่วนประกอบ


ข้าวเกรียบปากหม้อ ประกอบด้วยกุ้งและหมูสับ พร้อมกับเห็ดหอม เห็ดหูหนู และเครี่องเทศ


ปอเปี๊ยะสด ที่อุดมไปด้วยผักต่างๆ ทั้งผักกาดขาว หัวปลี ผักแพรว กุ้ง ไข่
ละใบสระแหน่ทานคู่กันน้ำจิ้มที่ออกรสหวานๆเปรี้ยวๆ


หมี่หมู ทำจากเนื้อหมูส่วนเฉพาะสันนอกที่หมักค้างไว้ 1 คืน
เนื้อหมูจะนุ่มลิ้น ครบสูตรยิ่งขึ้นเมื่อทานคู่กับเส้นหมี่


และขาดไม่ได้กับเมนูสุดโปรด ฟองดู อร่อยกลมกล่มหวานหอมด้วยน้ำซุปที่ทำจากน้ำมะพร้าวน้ำหอม
เสริฟพร้อม หมูสไลด์ ไก่ กุ้ง ปลา และผักสด คล้ายๆจิ้มจุ่มค่ะ แต่จะหอมน้ำซุปและอร่อยกว่ามากค่ะ


น้ำพันซ์ ซึ่งนำน้ำสัปปะรด น้ำทับทิม และน้ำส้ม มาผสมกันค่ะ อร่อยชื้นใจมากค่ะ

เพียงเมนูแนะนำก็เริ่มหิวกันแล้วใช่ไหมค่ะ ทาง VT แหนมเนือง ยังมีเมนูที่อร่อยอีกมากมายไว้คอยบริการท่านค่หากต้องการจะมาที่ VT แหนมเนือง เพื่อพิสูจน์ความอร่อยด้วยตัวเอง คุณสามารถมาได้ที่ สุขุมวิทซอย 107 หรือซอยแบริ่ง 29 ร้านจะอยู่เยื้องๆ กับโรงเรียนเซนโยเซฟ บางนาค่ะ

ถ้าต้องการโทรสอบถามเส้นทาง หรือสำรองที่นั่งได้ที่ เบอร์ 02-3995292 VT แหนมเนืองยังมี บริการความอร่อยส่งตรงถึงบ้านท่านด้วยนะค่ะ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 10.30–21.00 น.



หลังจากได้ชิมและติดใจในความอร่อย ของ VT แหนมเนืองแล้ว ทีมงาน เมืองไทย.คอม จึงขอบุกไปถึงกระบวนการผลิตในสาขาแรกและสำนักงานใหญ่ที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเราได้รับเกียรติ จาก คุณทอง กุลธัญวัฒน์ เจ้าของร้านที่สาขาอุดรธานี ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการผลิต และคัดสรรวัสดุดิบให้ได้มาตรฐาน ของความสดใหม่อยู่เสมอ ได้พาทีมงานชมกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การทำหมูแหนมเนือง การย่างหมูด้วยเครื่องย่าง เห็นแล้วมั่นใจในความสดสะอาด และอร่อยมากค่ะ จนถึงขบวนการจัดส่งไปตามสาขาย่อยต่างๆ ของ VT แหนมเนือง

ที่สาขาอุดรฯ เปิดให้ บริการลูกค้าทุกวันตั้งแต่ 06.00 – 20.30 น. ตั้งอยู่หลังวัดโพธิสมภรณ์ โทร 042-347111 VT แหนมเนือง ยังเพิ่มความอร่อยอีก 2 สาขา คือ ที่กรุงเทพฯ หมู่บ้านสัมมากร บางกะปิ และ สาขาเชียงใหม่ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.vtnamnueng1997.com

ประวัติ VT แหนมเนือง

เดิมที คุณพ่อตวน แซ่โฮ และคุณแม่วี แซ่เรือง เป็นชาวเวียดนามอพยพหนีสงครามอินโดจีนเข้ามาอาศัยอยู่ที่ จ.หนองคาย คุณพ่อเป็นลูกจ้างร้านทอง คุณแม่รับจ้างหาบน้ำขึ้นมาจกแม่น้ำโขงส่งขายตามบ้าน ท่านมีบุตรด้วยกัน 8 คน เป็นชาย 3 คนหญิง 5 คน ทั้งสองท่านได้ต่อสู้ชีวิตด้วยความลำบาก จนกระทั่งลูกๆได้เริ่มโตขึ้นรายได้เริ่มไม่พอกับค่าใช้จ่าย ด้วยความขัดสนจึงคิดเปลี่ยนอาชีพใหม่

โดยคุณแแม่ได้ใช้วิชาทำอาหารเวียดนามที่เคยร่ำเรียนมาจากคุณยาย บวกกับท่านมีรสมือในการประกอบอาหาร จึงตัดสินใจทำอาหารเวียดนามจัดใส่สาแหรกหาบขายตามละแวกบ้าน ด้วยความมานะอดทนหมั่น เก็บเล็กผสมน้อย เดินหาบขายเป็นเวลากว่า 10 ปี ประมาณปี 2511คุณพ่อ ตวนและคุณแม่วีจึงเก็บรวมเงินมาเช่าอาคารพาณิชย์ 1 คูหา ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน แดง แหนมเนืองในปัจุบัน กิจการในระยะแรกกนั้น ยังคงทำกันแบบครอบครัว ลูกๆช่วยกันเตรียมของขาย ไม่ว่าจะเป็นการทำหมู ล้างผัก หั่นเครื่อง จัดเสิร์ฟ บริการลูกค้า ลูกๆทุกคนช่วยกันทำ ตามหน้าที่ ( ปัจจุบันกิจการของคุณพ่อและคุณแม่ได้เปิดดำเนินกิจการมากว่า 35 ปีแล้ว)
ในปี พ.ศ. 2529 คุณแม่ป่วยด้วยโรคหัวใจ ไม่สามารถทำงานหนักได้จึงให้ลูกๆดำเนินกิจการแทน ในวันที่ 9 พ.ย. พ.ศ.2540 คุณทอง ซึ่งเป็นบุตรชายคนที่สองและคุณติ๊กน้องสาว ได้หาทำเลที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อเปิดร้านแหนมเนืองโดยใช้ชื่อว่า VT แหนมเนือง ที่มาของชื่อร้าน วี(V) มาจากชื่อคุณแม่วี และ ที (T) มาจากชื่อคุณพ่อตวน ซึ่งท่านเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดหาวัตถุดิบส่งให้ทางร้าน โดยมีโรงงานผลิตอยู่ที่จังหวัดหนองคาย วัตถุดิบต่างๆนี้ จะทำการจัดส่งให้กับทางร้านทุกวัน ร้าน VT แหนมเนืองตั้งขึ้นแต่เดิมมี 3 คูหา ดำเนินกิจการมาจวบจนปัจจุบันนี้เป็นเวลากว่า 10 ปี ด้วยลูกค้าที่มาทานที่ร้านหรือซื้อเป็นของฝากบอกต่อกันทำให้ทางร้านมีกิจการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนต้องขยายร้านออกไปอีก เพื่อรองรับลูกค้า ทางร้านเปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 6.00 – 20.30 น. และยังจัดเลี้ยงกรุ๊ปทัวร์ รับจัดส่งสินค้าออกต่างจังหวัด


6. อุทยานแห่งชาติ

0
  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา

1

 

   
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา จังหวัดลพบุรี
 
เดิมเป็นเนื้อที่ป่าตอนบนของป่าสงวนแห่งชาติป่าซับลังกา ซึ่งประกาศเป็นป่าสงวนเมื่อปี พ.ศ. 2502 ต่อมาในปี 2527-2528 จังหวัดลพบุรีร่วมกับกรมป่าไม้เห็นควรอนุรักษ์ป่าผืนนี้ซึ่งเป็นป่าแหล่งสุดท้ายของจังหวัด และเป็นต้นน้ำลำสนธิไว้ในรูปของป่าถาวร โดยอพยพราษฎรที่บุกรุกเข้าไปอยู่ก่อนออกมาอยู่ในที่จัดให้ไว้ในรูปโครงการหมู่บ้านป่าไม้ซับลังกา ซึ่งอยู่ใต้หมู่บ้านวังเชื่อม ส่วนที่อยู่เหนือห้วยวังเชื่อมขึ้นไปได้ดำเนินการจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา พร้อมกับทำการปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำในพื้นที่ที่เป็นป่าเสื่อมโทรม และได้ประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อปี 2529 เนื้อที่ประมาณ 96,875 ไร่
 

ลักษณะภูมิประเทศ
ประกอบด้วยเทือกเขายาวจากเหนือมาใต้ขนาบไว้สองข้าง ตรงกลางเป็นที่ราบแคบโดยมีลำสนธิไหลผ่ากลางจากเหนือไปใต้ขนานกับเทือกเขาทั้งสอง เทือกเขาทางทิศตะวันออก คือ เขาพังเหย ซึ่งเป็นแนวเขตติดต่อกับจังหวัดชัยภูมิ และเทือกเขาฝั่งทางด้านชัยภูมินั้นเปลี่ยนสภาพเป็นที่ราบสูงอีสาน ส่วนเทือกเขาทางตะวันตกนั้นประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อนเป็นแนวเขตอยู่ติดกับอำเภอวิเชียรบุรี และอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เขาที่สำคัญคือ เขาลวด ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและที่หลับภัยของสัตว์ป่าเป็นอย่างดี เทือกเขาทั้งสองห่างกันเพียง 5-6 กม. เหมาะที่จะกั้นเป็นซาฟารีหรือสวนสัตว์เปิดขนาดใหญ่เนื้อที่กว่า 40,000 ไร่
ลักษณะภูมิอากาศ
ฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ฝนตกชุกพอประมาณ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปี 1,100-1,200 มม. อากาศหนาวในฤดูหนาว ลมพัดแรงจัดเกือบตลอดเวลา เพราะอยู่ในที่ราบที่ขนาบด้วยเทือกเขาสองข้างทาง ตอนบนจะหนาวกว่าเพราะเป็นที่ราบสูง ฤดูร้อนอากาศร้อนจัด พื้นที่ตอนล่างเกิดไฟป่าบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นป่าเบญจพรรณมีทุ่งหญ้าสลับกับป่าไผ่รวก
 

ชนิดป่าและพรรณไม้
บนเทือกเขาพังเหยเป็นป่าเต็งรังกับป่าเบญจพรรณ นอกจากไม้เต็งรังแล้วมีประดู่ มะค่า แดง และไม้ไผ่รวกขึ้นอยู่ทั่วไป ระดับความสูงปานกลางประมาณ 800 เมตร และตีนเขาเป็นป่าเบญจพรรณกับป่าดงดิบ โดยเฉพาะที่ราบริมห้วยจะเป็นป่าดงดิบ ไม้ที่มีค่ามีพวก ประดู่ มะค่า แดง ตะแบก สมพง และไม้ยาง ไม้พื้นล่างมีไม้ไผ่ป่า หวาย บอน และพวกว่านต่าง ๆ เทือกเขาทางตะวันตกติดกับจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณพบอยู่ตอนบนที่สูงกว่า ไม้ที่สำคัญ ๆ นอกจากที่กล่าวแล้วมีพวกไม้ยาง และตะแบก และมะค่าโมง ขึ้นอยู่มาก นอกจากนี้ตอนที่ราบระหว่างสองเทือกเขาตอนบนยังมีป่ายางเหลืออยู่ พบต้นยางขนาดใหญ่เหลืออยู่มากพอสมควร ทางตอนล่างของเขตฯ เป็นทุ่งหญ้าที่เกิดจากการบุกรุกแผ้วถางป่าของชาวบ้านแต่เดิม

สัตว์ป่า
สัตว์ป่าสงวน ที่พบคือ เลียงผา

สัตว์ป่าคุ้มครองที่พบได้แก่มี พญากระรอก ลิง ลิงลม บ่าง เสือไฟ เม่น อีเห็น นกกระทาดง นกกระรางหัวขวาน นกกะลิง นกเขาเขียว นกตะขาบ นกกะปูด นกบั้งรอก เก้ง กระจง ไก่ป่า หมูป่า งูจงอาง อึ่ง กบ ปลาตระกูลปลาตะเพียน พบมีอยู่ในลำห้วยทั่วไป

จุดที่น่าสนใจ
น้ำตกสามสาย อยู่ทางตอนเหนือต้นน้ำลำสนธิ เป็นลำสนธิที่หายไปในดินแล้วโผล่ออกมาอีกทางด้านหนึ่งของซอกเขา
น้ำตกผาผึ้ง อยู่ทางด้านเขาลวก ความสูงระดับเขาที่ไต่ขึ้นไปปานกลาง เป็นน้ำตกขนาดเล็ก อยู่ห่างจากสำนักงานประมาณ 10 กิโลเมตร บนน้ำตกจะเป็นถ้ำและเทือกเขาจันทน์ผา สวยงาม
มีถ้ำต่างๆมากมายเหมาะแก่การปีนป่าย นอกจากนี้ ตามแนวเทือกเขาพังเหยตอนบน ๆ จะพบก้อนหินขนาดใหญ่ ๆ กองอยู่เป็นกลุ่ม มีอยู่ทั่วไป และในเดือนกรกฎาคม จะพบดอกกระเจียว เป็นทุ่งออกดอกบานสะพรั่นบนยอดเทือกเขาพังเหย และป่าละเมาะทั่วไป

 

ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านี้มีโครงการอื่นๆที่น่าสนใจคือ
โครงการปล่อยช้างคืนสู่ป่า โดยโครงการนี้จะนำช้างที่เร่ร่อนจากในเมือง มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วคืนสู่ป่า ซึ่งตอนนี้มีช้างอยู่ ที่เข้าโครงการนี้แล้วหมด 23 เชือก ซึ่งอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิคืนช้างสู่ป่า

“โครงการคืนช้างสู่ป่าเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา”
โครงการที่มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์จัดหาช้าง 81 ตัวถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเพื่อทรงปล่อยถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสฉลองครบรอบ 80 พรรษา โดย… มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติได้จัดหาช้าง เพื่อเทิดพระเกียรติคุณที่ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาต่อช้างไทย เพื่อถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เพื่อทรงปล่อยในพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา จังหวัดลพบุรี
และอีกหนึ่งโครงการ คือ โครงการปล่อยสัตว์ป่า คืนสู่ธรรมชาติ เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา
ส่วนสัตว์ป่าอื่นๆ กำลังอยู่ในกระบวนการดำเนินการพิจารณาปล่อยสัตว์ป่าเพิ่ม เพื่อให้ครบกับระบบนิเวศน์ของห่วงโซ่อาหาร สัตว์ที่พบเห็นที่ขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ในตอนนี้ได้แก่ ช้าง กวาง ละอง ละมั่ง เนื้อทราย หมูป่า เมื่ออยากให้เป็นป่าที่สมบูรณ์ ทางเขตรักษาฯ จึงต้องหาสัตว์ที่เป็นผู้ล่า มีแผนการที่จะปล่อยเสือ แต่รอให้ป่าสมบูรณ์มากกว่านี้ก่อน

ฉะนั้นหน้าที่รักษาป่าตกเป็นของเราทุกคน สร้างจิตสำนึกในการรัก และหวงแหนธรรมชาติที่เรามีไว้ให้ดี รวมถึงปลูกฝังความเมตตาต่อสัตว์ ความผูกพันธ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ผืนป่ายังคงอยู่กับเราต่อไป

สิ่งอำนวยความสะดวก
ไม่มีความสะดวกมากนัก เพราะเน้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ช่วยเหลือตนเอง นอนเต๊นท์เป็นหลัก มีอาคาร ศาลา และห้องสุขา อำนวยความสะดวกพอสมควร กิจกรรมที่น่าสนใจ กระจายในรอบปีคือ
  ” เดินป่า ปีนเขา เข้าถ้ำ ย่ำน้ำตก ล่องแพ แลดอกกระเจียว เที่ยวสุดแผ่นดิน ปีนหินงาม “

 

การเดินทาง
มีทางรถยนต์จากอำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี ถึงสำนักงานใช้ได้ตลอดฤดูกาล ระยะทางประมาณ 37 กิโลเมตร เป็นถนนลูกรังอัดแน่น ชั้น 1
1. บขส.หมอชิต2 – บขส.ลำนารายณ์ นั่งรถปรับอากาศชั้น 1 หรือ 2 หรือรถ ธรรมดา สายกทม. – หล่มสัก ซื้อตั๋วลงลำนารายณ์ ระยะทางประมาณ 197 กิโลเมตร หรือสายกทม.-ชัยภูมิ ผ่านลำนารายณ์ลงที่ตลาดหนองรี อำเภอลำสนธิ
2. บขส.ลำนารายณ์ – สี่แยกไฟแดงตลาดลำนารายณ์ หรือที่จอดรถสองแถว สายลำนารายณ์-บ้านวังเชื่อม มีสามล้มเครื่องจอดรถที่ บขส.
3. นั่งรถสองแถวสายลำนารายณ์-บ้านวังเชื่อม ผ่านตลาดหนองรี อำเภอลำสนธิ ไปสำนักงานเขตฯ ซับลังกา ระยะทางประมราณ 76 กิโลเมตร
การติดต่อ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ตำบลลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี 15190
 
 

 

 

ซับลังกา ป่าใหญ่ น้ำหยดแรกแห่งลำสนธิ ลพบุรี

34




เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา จังหวัดลพบุรี


จากใจกลางเมืองหลวงที่วุ่นวายสุดๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ค่าครองชีพ อื่นๆจิปาถะ ผมหยิบหนังสือ อสท. เล่มเก่าๆขึ้นมาดู เป็นบทความที่เขียนถึงซับลังกา ทำให้ค่ำนั้นตัดสินใจหนีความวุ่นวายเข้าป่าดีกว่า

 



ซับลังกานั้นเป็นผืนป่าแห่งภาคกลางแห่งสุดท้าย ฟังแล้วรู้สึกว่าภาคกลางมีป่าด้วยเหรอ หลายๆคนอาจจะนึกถึงเขาใหญ่ แต่เขาใหญ่เป็นป่าแห่งอิสานครับ ขับรถไม่นานประมาณ3ชั่วโมง มุ่งหน้าสู่ลำนารายณ์ เส้นทางเดินทางสะดวกมากๆแนะนำว่าการพักแรมที่ซับลังกานั้น นักเดินทางต้องเตรียมอาหาร เครื่องนอน เนื่องจากภายในเขตรักษาฯ นั้น ไม่มีร้านสวัสดิการ ระบบสื่อสารสามารถใช้มือถือได้เพียงระบบ GSM และก็ใช้ได้เฉพาะในรัศมี 300เมตร ภายในสำนักงานของเขตรักษาฯเท่านั้น

 


การเดินทางภายในซับลังกานั้น ต้องใช้รถขับเคลื่อน4ล้อหากนำมาเองก็สามารถเข้าไปพจญภัยของในป่าได้ แต่ถ้าไม่มีรถ 4×4 สามารถใช้รถอีแต็ก โดยชาวบ้านมีให้บริการเช่าเหมาคัน แต่ต้องไปติดต่อที่ สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา เท่านั้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้เลือกรถอีแต็กที่เข้าคิวรอบริการคันถัดไปมาให้บริการได้


ในวันนี้ผมจะเดินทางเข้าไปด้านในเพื่อเดินป่าครับ โดยใช้เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ห้วยพริก – น้ำตกผาผึ้ง – เขาจันทน์ผา เพื่อเข้าไปหาเห็ดแชมเปญ และกล้วยไม้รองเท้านารี


การเดินทางเริ่มจากทางเข้ามาที่จุดเริ่มต้นของเส้นทางฯ มีถนนเป็นทางลูกลังและบางช่วงเป็นบ่อหลุม รถยนต์(เก๋ง) จึงใม่สามารถเข้าได้ ระยะทางนี้ยาว10กิโลเมตร และต้องเดินเท้าเข้าไปเพื่อให้ได้เจอกล้วยไม้ป่า รองเท้านารี อีกรวมระยะไป-กลับ 3,200 เมตร




แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปยังจุด เดินศึกษาธรรมชาติ ระหว่างทาง เราจะแวะไปยังจุดชมวิว เขาผากลางกันก่อน ประมาณกิโลเมตร ที่ 2 ก็จะเจอทางแยกให้เลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าสู่เขาผากลาง ระหว่างทางเราจะพบเห็นฝูงผีเสื้อ บินอยู่กันเป็นกลุ่มมากมายหลากหลายชนิด บ้างก็อยู่บนพื้นถนน หากนักท่องเที่ยวขับรถ ก็อย่าขับเร็วจนเกินไปนัก เพราะนอกจากจะมองไม่เห็นพวกมันแล้ว ก็อาจจะเหยียบพวกมันได้


เมื่อมาถึงเขาผากลาง ทิวทัศน์ที่จุดนี้ เราจะมองเห็น ผืนป่าซับลังกา และเขาพังเหย ซึ่งหลังแนวสันเขานี้ก็จะเป็นเขตจังหวัดชัยภูมิแล้วละครับ ในช่วงเช้าจะมีหมอกเกิดขึ้น เป็นแนวยาวไปตามไหล่เขา เหนือผืนป่าซับลังกาแห่งนี้ อีกด้านของผาเขากลาง จะมองเห็นผาแม่แก้ว เวลาที่แสงแดด ส่องลงมายังผาไม้แก้วนี้ ก็จะมีสีแดงเข้ม เลยทีเดียว


มีใครทราบไหมครับ ป่าที่เราเห็นอยู่นี้ถือได้ว่าเป็นป่าใหม่ มีอายุประมาณ30ปี เนื่องจากก่อนหน้านี้ ประชากรเข้าบุกรุก ทำปศุสัตว์ ทำไร่ ทำนา และมีนายทุนได้สัมปทานตัดไม้ จนทำให้ป่าแห่งนี้เกือบไม่เหลือให้เป็นต้นน้ำลำสนธิอย่างทุกวันนี้

หลังจากชมวิวทิวทัศน์ ที่เขาผากลางแล้วเราก็ไปกันต่อที่ จุดเดินศึกษาธรรมชาติ ห้วยพริก – น้ำตกผาผึ้ง – เขาจันทน์ผา การเดินศึกษาธรรมชาติในเส้นทางนี้มีแผนที่ให้ศึกษาตรงทางเข้า เป็นป้ายแผนที่บอกเส้นทางเดิน ขนาดใหญ่ นักเดินทางต้องบันทึกเส้นทางให้ครบถ้วนเพื่อกันการหลง ป่า เมื่อพร้อมแล้วเราก็ไปกันเลย

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาตินี้ มีระยะทางไปกลับประมาณ 3,200 เมตร โดยมีจุดสำคัญดังนี้



จุดที่ 1 จุดเริ่มต้น
จุดที่ 2 ต้นยางนาล้ม
จุดที่ 3 ต้นไทร
จุดที่ 4 ต้นพระเจ้าห้าพระองค์
จุดที่ 5 น้ำตกผาผึ้ง
จุดที่ 6 ทางเบี่ยง สำหรับขากลับ
จุดที่ 7 หินพิง
จุดที่ 8 ไผ่ปล้องห่าง
จุดที่ 9 ถ้ำผาผึ้ง
จุดที่ 10 เขาจันทน์ผา


เราก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ได้ไม่ไกลนักเราก็พบต้นยางนาขนาดใหญ่ และยาวหลายสิบเมตร ล้มตัวทอดยาวอยู่ข้างทางที่เราเดิน เป็นสัญญาณบอกเราว่า เราเริ่มเขาสู่ป่าเชิงเขาแล้ว สาเหตุที่ต้นยางต้นนี้ล้มตัวลงนอนก็เพราะไฟที่เกิดจากพรานล่าสัตว์จุดไฟ แล้วไฟก็ลามมา ยังต้นยางต้นนี้ ทำให้เป็นที่น่าเสียดายที่ต้องเสียต้นไม้ไปเพราะ เหตุเพราะความมักง่าย ของพรานล่าสัตว์




เลยมาอีกนิด เราก็พบ ต้นไทร หรือ นักบุญแห่งป่า นักฆ่าเลือดเย็น ต้นไทร เป็น”นักบุญแห่งป่า” เพราะ ต้นไทรมีลูกไทรเต็มต้น เป็นอาหารของสัตว์น้อยใหญ่ทั้งป่า จะเสมือนเป็น”ซูเปอร์มาเก็ต” ให้สัตว์ได้ตลอดปี ในขณะเดียวกัน ต้นไทรก็เป็น”นักฆ่าเลือดเย็น” ด้วย เพราะ ต้นไทร จะมีวิถีชีวิตต่างจากไทรชนิดอื่นๆ คือ จะขึ้นจากข้างบน อาจเป็นนกหรือสัตว์อื่นกินลูกไทรแล้วทิ้งเมล็ดไทรไว้บนคาคบ เมื่อเมล็ดไทรได้อากาศความชื้นพอเหมาะก็เติบโตเกาะต้นไม้นั้น เป็นกึ่งอาศัย แล้วไทรจะแทงรากลงมาข้างล่าง เมื่อรากถึงพื้นดินก็จะดูดอาการจากดินขึ้นไปเลี้ยงลำต้น การได้อาหารเต็มที่จะทำให้ต้นไทรค่อยๆ เติบโต เมื่อโตเต็มที่ก็ค่อยๆ ฆ่าต้นตอเดิมที่ตัวเองเกาะอยู่ นอกจากนั้น ใบของไทรยังแผ่เบียดบังแสงแดดไม่ให้ต้นเดิมได้รับแสง ต้นไม้ที่ไทรเกาะพันอยู่ก็จะค่อยๆ ตายไป ดังนั้นต้นไทรจึงได้รับสมญาว่า”นักบุญแห่งป่า นักฆ่าเลือดเย็น”



ระหว่างทางที่เดินนั่นก็มีลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลมาจากน้ำตกผาผึ้งทำให้บริเวณทางเดินดูชุ่มฉ่ำ เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเห็ดยิ่งนัก เราจึงได้พบเห็ดหลายชนิดงอกเงยให้เราได้ชมความสวยงาม แปลกตา เพราะมิได้มีให้พบเห็นกันทั่วไปและหนึ่งในนั่นเราก็พบ “เห็ดถ้วยแชมเปญ” หรือภาษาขาวบ้านเรียก”เห็ดถ้วยน้ำหมาก” เพราะสีสันของมันเป็นสีแดงสวยงาม ถึงแม้จะมีพิษ แต่ก็มีประโยชน์ให้กับธรรมชาติเหมือนกัน เขาจะทำหน้าที่ย่อยสลาย มีเส้นใยแทงทะลุชอนไชซากพืชที่ตายให้กลายเป็นของเหลวและกลายเป็นอาหารของพืชต่อไป



จากนั่นก็จะพบกับต้นพระเจ้าห้าพระองค์ เมล็ดพระเจ้าห้าพระองค์ เป็นสมุนไพรรักษาโรคหิดของคนโบราณ โดยเขาจะใช้เมล็ดแก่ชุบน้ำพอเปียกๆ ไปฝนกับหินฝนยา แล้วเอาน้ำยาที่ได้ไปทาตรงที่เป็นหิด ทาเช้าทาเย็น ไม่นานหิดจะฝ่อและแห้งหายไป ส่วนเรื่องความเชื่อ ก็คือเป็นวัตถุ มงคลที่พกพาไปไหนมาไหนแล้วปลอดภัย อันตรายไม่กล้ำกลาย บางคนยังเอาไปปลุกเสกให้มีสรรพคุณทางอยู่ยงคงกระพันด้วย แต่น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ ต้นพระเจ้าห้าพระองค์ตามป่า เริ่มจะน้อยลงทุกที เพราะถูกคนเอาเมล็ดมาทำของที่ระลึก และถูกพวกกระรอกกัดแทะเมล็ด ก่อนที่จะงอก เป็นต้นใหม่ ซึ่งถ้าโตเต็มที่ก็จะสูงได้ถึง 25 เมตร เป็นไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงาดีมาก



จากจุดเริ่มต้น เข้ามาระยะทาง 500 เมตร เราก็เดินทางมาถึงน้ำตกผาผึ้ง แม้จะเป็นน้ำตกที่ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ต้นกำเนิดของมันมาจากแหล่งน้ำซับจากรากต้นไม้ในป่าดงดิบบนเทือกเขาทำให้มีน้ำไหลตลอดปี มากบ้างน้อยบ้าง หากใครที่อยากมาในช่วงน้ำเยอะก็ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนเดินทาง แต่ถึงแม้จะน้ำน้อยบ้าง ก็ยังมีอีกหลากหลายธรรมชาติให้เราได้สัมผัสกัน



เมื่อผ่านน้ำตกผาผึ้งมาแล้ว ก็พบกับหินพิง ที่จุดหินพิงนี้ได้สร้างความสนุก ตื่นเต้นให้กับเราเพราะต้องเดินลอดใต้หินพิงและต้องไต่ลัดเลาะขอบหิน หากเป็นช่วงที่มีน้ำมากถ้าเดินไม่ดีตกน้ำได้ง่ายๆ แต่คราวนี้เดินได้สะดวกหน่อยเพราะน้ำไม่เยอะ


ผ่านความตื่นเต้นมาแล้วเราก็ พักเหนื่อยกันสักนิด กับชิงช้าจากธรรมชาติ ที่เกิดจากเถาวัลขนาดใหญ่ ห้อยลงมาเป็นให้เราได้นั่งเล่นเพื่อผ่อนคลายและพักเหนื่อย ก่อนจะมุ่งสู่ป่าไผ่ปล้องห่าง ที่ได้ชื่อแบบนี้ก็เพราะ ความยาวของปล้องไผ่แต่ละปล้องนั้นมีความยาวเป็นเมตรๆ สิ่งนี้น่าจะแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าซับลังกาได้



เมื่อเดินมาถึงด้านล่างของผาผึ้ง และด้านล่างของผาผึ้งนี้จะมีลำธารไหลผ่านเราก็เลือกบริเวณนี้ แวะพักทานข้าวเติมพลังกัน ก่อนที่จะเดินทางขึ้นไปยังตัวถ้ำ ที่อยู่ข้างบนผาแห่งนี้ มื้อเที่ยงของเราเป็นข้าวสวยที่ห่อด้วยใบตอง ส่วนกับข้าวนั่นมีทั้ง หมูทอด ไข่เจียว ไข่ต้ม ปลาหลดทอด กับ น้ำพริกรสเด็ด เป็นอาหารที่ดูจะแสนธรรมดา แต่เมื่อได้ทานท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้ข้าวมื้อนี้มีรสชาดขึ้นอีกมากเลยทีเดียว ทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจ

หลังจากเติมพลังกันเรียบร้อยแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่ถ้ำผาผึ้งที่อยู๋ข้างบนกัน เส้นทางบ้างช่วงก็ต้องปีนป่าย เกาะเกี่ยว กันเลย แต่ก็ไม่ถึงกับลำบากอะไรนัก พอให้ได้ออกแรงเรียกเหงื่อกันบ้าง

 



 

ถ้ำผาผึ้งเป็นถ้ำขนาดกลาง มีหินงอกหินย้อยสวยงามอยู่ภายใน ก่อนนี้ถ้ำแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของเลียงผา มีผึ้งมาทำรังตามหน้าผาและต้นไม้ใหญ่ๆ บริเวณนี้ แต่เหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยบางอย่างไว้ อย่างเช่น รังผึ้ง และขี้เลียงผา เป็นต้น และนอกจากร่องรอยของสัตว์ทั้งสองอย่างนี้แล้ว ก็ยังมีร่องรอยของพระธุดงค์ที่มาปักกลดอยู่บนถ้ำแห่งนี้อีกด้วย

 



ป่าจันทน์ผา
บนยอดเขาหินปูน ของที่นี่เรียกว่าเป็นป่าจันทน์ผาได้จริงๆ เพราะมีต้นจันทน์ผาสลับกับสลัดไดอยู่เต็มยอดเขาไปหมด และก็เรียกว่าได้ปีนเขากันได้เต็มปาก เพราะนอกจากสองเท้าต้องคอยหาที่เหยียบเหมาะๆ บนหินปูนยอดแหลมๆ แล้วสองมือก็ต้องคอยหาที่เกาะให้มั่นๆ อีกด้วย แต่ระวังอย่าเผลอไปเกาะ ต้นสลัดไดเข้าละ ไม่งั้นจะโดนหนามแหลมของมันทิ้มเอา หรือ หากจะเกาะต้นจันทน์ผาก็อย่าออกแรงเหนี่ยวแบบเต็มที่ ไม่งั้นต้นอาจหักโครมลงมา เพราะต้นจันทน์ผาเป็นไม้ที่ไม่มีแก่น



และแล้วเราก็ได้พบความงามที่ซ่อนอยู่ตามซอกของหินปูนแหลมๆ บนยอดเขาต้นจันทน์ผา นั่นคือกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์เหลืองปราจีนสีสดใส ที่ เมื่อได้เห็นแล้วก็รู้สึกหายเหนื่อย คุ้มค่ากับการเดินทางครั้งนี้เลย นอกจากกล้วยไม้รองเท้านารี ยังมีกล้วยไม้เอื้องปากนก ที่มีขนาดเล็กจิ๋ว


เส้นทางที่ใช้เดินทางกลับนั่น จะไม่ผ่าน หินพิง และน้ำตกผาผึ้ง แต่เราจะใช้ทางเบี่ยงอีกเส้นทางหนึ่ง และจะไปบรรจบกับเส้นทางเดิมที่ จุดต้นพระเจ้าห้าพระองค์ ในเส้นทางเบี่ยงนี้ค่อนข้างจะลาดชัน แต่ทางขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ได้จัดทำ ราวไม้ ราวเหล็ก เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ใช้จับยึด เพื่อป้องกันการลื่นไถล

 



หลังจากที่เราได้สัมผัสกับความงามของธรรมชาติ ตามเส้นเดินศึกษาธรรมชาติ ห้วยพริก – น้ำตกผาผึ้ง – เขาจันทน์ผา เราก็แวะมาทักทายเจ้าหน้าที่ของหน่วยย่อยซับหวาย ผู้ซึ้งทำหน้าที่พิทักษ์ผืนป่าแห่งนี้ให้คงความอุดมสมบูรณ์ต่อไป ที่หน่วยย่อยนี้เราได้พบหมูป่าที่เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยคืนสู่ป่า แต่ยังคงหากินอยู่บริเวณนี้


ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านี้มีโครงการอื่นๆที่น่าสนใจคือ โครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติ โดยโครงการนี้จะนำช้างที่เร่ร่อนจากในเมือง มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วคืนสู่ป่า ซึ่งตอนนี้มีช้างอยู่ ที่เข้าโครงการนี้แล้วหมด 23 ตัว ซึ่งอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ และเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา

 

 

 



“โครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา”


โครงการที่มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์จัดหาช้าง 81 ตัวถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเพื่อทรงปล่อยถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสฉลองครบรอบ 80 พรรษา โดย… มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติได้จัดหาช้าง เพื่อเทิดพระเกียรติคุณที่ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาต่อช้างไทย เพื่อถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เพื่อทรงปล่อยในพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา จังหวัดลพบุรี


และอีกหนึ่งโครงการ คือ โครงการปล่อยสัตว์ป่า คืนสู่ธรรมชาติ เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา


ส่วนสัตว์ป่าอื่นๆ กำลังอยู่ในกระบวนการดำเนินการพิจารณาปล่อยสัตว์ป่าเพิ่ม เพื่อให้ครบกับระบบนิเวศน์ของห่วงโซ่อาหาร สัตว์ที่พบเห็นที่ขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ในตอนนี้ได้แก่ ช้าง กวาง ละอง ละมั่ง เนื้อทราย หมูป่า เมื่ออยากให้เป็นป่าที่สมบูรณ์ในอนาคต ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีโครงการที่จะหาสัตว์ที่เป็นผู้ล่า แต่รอให้ป่าสมบูรณ์มากกว่านี้ก่อน


ฉะนั้นหน้าที่รักษาป่าตกเป็นของเราทุกคน สร้างจิตสำนึกในการรัก และหวงแหนธรรมชาติที่เรามีไว้ให้ดี รวมถึงปลูกฝังความเมตตาต่อสัตว์ ความผูกพันธ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ผืนป่ายังคงอยู่กับเราต่อไป




เที่ยวเมืองระนอง … เมืองแห่งฝนแปด แดดสี่ ในวันฟ้าสวยเลนส์ใส

13
 


เที่ยวเมืองระนอง … เมืองแห่งฝนแปด แดดสี่ ในวันฟ้าสวยเลนส์ใส
…ในวันนี้กระผมนายฟอร์ซ่านุขออาสาเป็นเนวิเกเตอร์นำทางพาเพื่อน ๆ ที่มีใจรักการท่องเที่ยวและแสวงหาธรรมชาติมุ่งหน้าสู่ “เมืองแห่งฝนแปด แดดสี่” …. “คอคอดกระ ภูเขาหญ้า กาหยูหวาน ธารน้ำแร่ มุกแท้เมืองระนอง”…
…ล้อรถเคลื่อนออกจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ผ่านจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เรื่อยมาจนถึงสี่แยกปฐมพร (จังหวัดชุมพร) แล้วเลี้ยวขวาไปจนถึงจังหวัดระนองโดยสถานที่ที่เราจะแวะกันจุดแรกก็คือ “จุดชมวิวเขาฝาชี” ในยามเช้า…. เมื่อพร้อมแล้วเริ่มออกเดินทางไปด้วยกันเลยครับ
…ทั้งตัวผมและเหล่าผู้ร่วมทางเราทั้ง 6 ชีวิตออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 4 ทุ่มโดยประมาณ… ขับรถผ่านไปเรื่อย ๆ เสียงเพลงที่ค่อย ๆ กล่อมเหล่าพลพรรคให้ค่อย ๆ หลับไปทีละคน จนสุดท้ายก็เหลือแต่คนขับที่ยังขับต่อไป… เราเดินทางผ่านจุดที่แคบที่สุดของประเทศ “คอคอดกระ” เรื่อยมาจนในที่สุดก็เดินทางมาถึง “จุดชมวิวเขาฝาชี” เวลาประมาณตี 5…

 

 

 

 

…จากนั้นจึงจอดพักรถที่ด้านบนจุดชมวิวแห่งนี้ก่อนจะเปิดประตูรถออกมาสูดบรรยากาศยามเช้าที่สุดแสนจะบริสุทธิ์ … ช่างเป็นเช้าที่สดใสจริง ๆ
…”จุดชมวิวเขาฝาชี” มีพื้นที่อยู่ในตัวอำเภอละอุ่น ตำบลบางแก้ว … ด้วยลักษณะของภูเขาที่มีลักษณะคล้ายฝาชี จึงทำให้ได้ชื่อนี้มาโดยไม่ต้องสงสัย
…โดยมากแล้วนักท่องเที่ยวจะนิยมมาดูพระอาทิตย์ตกกันที่นี่มากกว่ามากันตอนเช้ารุ่ง… แต่สำหรับผมแล้ว… ตั้งใจเพื่อที่จะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกันที่นี่ตั้งแต่แรกเริ่มวางโปรแกรมเลยก็เพราะอยากเห็นบรรยากาศว่าจะงดงามแค่ไหน … ก็ออกมาอย่างที่เห็นนี่แหละครับ
 

 

 

 

…นอกจากนั้นในบริเวณจุดนี้ก็เป็นจุดที่แม่น้ำกระบุรีนั้นไหลมาบรรจบกับแม่น้ำละอุ่นด้วยเช่นกัน
…กับทัศนียภาพที่มีหมอกขาว ๆ ลอยอยู่เบื้องหน้า ถึงตอนนี้เหล่าพลพรรคที่มาด้วยกันก็ตื่นมาชมและสูดอากาศบริสุทธิ์กันครบหมดแล้ว จะขาดก็แต่เพียงอีกหนึ่งหนุ่มที่ยังคงเลือกที่จะนอนเป็นการพักผ่อนต่อไป…
…อากาศที่ไม่หนาวจนเกินไปภาพบรรยากาศแบบนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นเมืองเหนือก็คงไม่น่าแปลกสักเท่าไร.. แต่กับในวันนี้ ณ.ช่วงที่ผมได้เดินทางมาสัมผัสด้วยตาตนเองช่างเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าและมีความสุขที่สุด
 

 

 

 


…เส้นทางสู่จุดชมวิวเขาฝาชีทางขึ้นค่อนข้างลำบากนิดนึง ต้องอาศัยความชำนาญของผู้ขับรถสักเล็กน้อย… ด้วยสภาพเส้นทางที่มีโค้งอยู่หลายโค้งเหมือนกัน ซึ่งแม้จะไม่ชันมากแต่ความไม่ประมาทก็เป็นสิ่งที่เราต้องพกติดตัวด้วยเสมอ
…แนวทิวเขาที่อยู่ห่างไกลสายตาออกไปจนมองไม่เห็น เป็นภาพที่สะกดให้ผมยืนมองอยู่เสียนานก่อนจะเลือกหามุมง่าย ๆ ที่คิดว่าสบายตาที่สุด พร้อมเสียงชัตเตอร์สักครั้งแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
…ชายหนุ่มเพื่อนผมทั้งสองคนที่แบกเอากล้องตัวเก่งมาก็คงวุ่นกับการเดินหามุมถ่ายภาพกันไปตามอารมณ์ของแต่ละคน ซ้ำบวกด้วยเสียงใส ๆ และรอยยิ้มของน้องสาวทั้งสองของผมที่สลับกันถ่ายภาพเล่นอย่างสนุกสนาน… ทำให้ตัวผมเองก็มีความสุขด้วยเช่นกันในฐานะตัวตั้งตัวตีในการเดินทางครั้งนี้…แล้วอีกหนึ่งหนุ่มที่มาด้วยกันล่ะ… ZZzzz (มันยังหลับอยู่เลย)
 
 

 

 

…เราใช้เวลาถ่ายรูปกันราว ๆ ครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ จึงตัดสินใจเลี้ยวรถกลับเส้นทางเดิม เนื่องจากต้องการแวะพักหาที่ล้างหน้าล้างตาและหาอะไรตกลงท้องกันสักหน่อยเพื่อเอาแรงไว้พร้อมเหนื่อยสำหรับวันนี้อีกทั้งวัน

…ระหว่างทางลงเขา… พวกเราอยู่บนรถได้ไม่ถึง 5 นาทีก็มีอันต้องจอดแวะข้างทางเสียแล้ว… ก็จะไม่ให้จอดได้ไง… ธรรมชาติดีดีโบกมือต้อนรับเราแต่เช้าอย่างนี้ก็ขอแวะทักทายกันสักหน่อย
…เราใช้เวลาถ่ายรูปกันราว ๆ ครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ จึงตัดสินใจเลี้ยวรถกลับเส้นทางเดิม เนื่องจากต้องการแวะพักหาที่ล้างหน้าล้างตาและหาอะไรตกลงท้องกันสักหน่อยเพื่อเอาแรงไว้พร้อมเหนื่อยสำหรับวันนี้อีกทั้งวัน
…ทั้งเช้าวันนั้นมีเพียงเสียงของพวกผมทั้ง 6 คน… และก็เสียงรถที่แล่นผ่านธรรมชาติที่งดงามข้างทางเพียงแค่นั้น
…การเดินทางในวันนี้ยังมีอีกหลายที่ที่ผมตั้งใจไว้ ..นี่แค่อันดับแรกก็ได้แต่หวังว่าที่ต่อ ๆ ไปก็ขอให้เติมเต็มความสุขในวันพักผ่อนให้กับผมและเพื่อนและน้องของผมได้ไม่แพ้ตัวผมเช่นกัน

 


...ทิ้งท้ายภาพที่บริเวณเขาฝาชี… ไว้กับภาพแสงอาทิตย์สีทองที่ส่องลงมาสร้างความงดงามเหนือทุ่งหญ้าเล็ก ๆ ข้างทาง
…ณ.จุดนี้พวกเราทั้ง 6 ก็ถ่ายรูปเล่นกันอย่างสนุกสนาน รอยยิ้มในวันสบาย ๆ กับวันดีดีอย่างนี้ … ครั้งหนึ่งในชีวิตจะมีสักกี่วัน…
…เรียบร้อยแล้วก็ขึ้นรถเดินทางมุ่งหน้าสู่จุดมุ่งหมายต่อไป .. “ประภาคารเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา”…

 

 

…จากถนนสายหลักที่ใช้หากจะหาป้ายบอกถึงประภาคารแห่งนี้คงจะไม่มี … แต่ให้สังเกตุว่าจะอยู่ติดกันกับ “ท่าเทียบเรือศุลกากรระนอง” บริเวณบ้านเขานางหงส์ … ดังนั้นหากใครที่อยากแวะมาก็ให้สังเกตุหาป้ายบอกทางไป “ท่าเทียบเรือศุลกากรระนอง” ให้ได้ก็ไม่หลงแน่นอนครับ
…เสียดายว่าผมรีบไปหน่อยเลยไม่ได้เก็บภาพป้ายก่อนทางเข้าประภาคารนี้มา…

 

 

 


…จากข้อมูลที่ค้นคว้ามาก็ทราบได้ว่าประภาคารแห่งนี้คือประภาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทย โดยมีความสูง 48.5 เมตร เทียบเท่าประมาณตึก 9 ชั้น
…ซึ่งประภาคารนี้ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของชาวไทยเรา เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ โดยได้รับพระราชทานชื่อว่า “ประภาคารเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา” และยังมีการออกแบบอาคารให้เป็น 8 เหลี่ยมนั้นก็เพื่อสื่อถึงความหมายถึงปีมหามงคลนั่นเอง …
…และที่แน่นอนในเมื่อเราเดินทางกันมาถึงที่นี่แล้วจะไม่ลองขึ้นสักหน่อยก็ดูเหมือนจะมาไม่ถึง… และจากคำสั่งของเจ้าหน้าที่ที่ให้พวกเราไปเอากุญแจมาเปิดประภาคารผมและเพื่อนจึงรีบใช้สิทธิ์ขับรถไปรับกุญแจเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลเป็นคนเปิดพาเราเข้าไปด้านใน… รู้สึกดีใจจริง ๆ
…ตัวประภาคารมีด้วยกันทั้งหมด 9 ชั้น มีลิฟท์โดยสารอยู่ 1 ตัว… พวกเราไม่ได้ใช้ลิฟท์หรอกครับ… ลิฟท์เสียขาดคนดูแลตัวผมเองได้ยืนฟังเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเล่าให้ฟังก็รู้สึกเห็นใจตรงที่ว่าในเมื่อสร้างขึ้นมาแล้ว หากปราศจากการดูแลก็ดูจะเหมือนไม่ใส่ใจสักเท่าไหร่…

 

 

 

 

 

…ซึ่งพวกเราก็คงได้แต่ทำใจ… ถ่ายรูปเล่นเดินเล่นกันต่อไป … จากในภาพหลังกระจกที่เห็นเป็นทิวเขาไกล ๆ นั่นก็คือฝั่งพม่าเพื่อนบ้านเรานั่นเองครับ
…เนื่องจากสภาพอากาศที่อบอ้าวจากชั้นบนสุดของประภาคารทำให้พวกเราใช้เวลาอยู่ที่ประภาคารไม่นานนัก ก่อนจะออกเดินทางกันต่อสู่จุดมุ่งหมายเดินทางต่อไป
…”บ่อน้ำร้อนรักษะวารินและระนองแคนย่อน” …

 

 


…ป้ายบอกทางเข้าสู่ทั้งบ่อน้ำร้อนและระนองแคนย่อน.. เห็นได้ชัดเจน…ว่าแล้วก็เหวี่ยงพวงมาลัยซ้ายแล้วเข้าไปกันเลยดีกว่าครับ
…ถึงแล้วครับสำหรับ “บ่อน้ำร้อน-สวนสาธารณะรักษะวาริน” … ซึ่งอยู่ห่างจากเทศบาลเมืองระนองตามทางหลวงหมายเลข 4005 โดยอยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดไม่ไกลนัก…
…บ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่แห่งนี้ก็มีด้วยกัน 3 บ่อได้แก่ บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูก… นอกจากนี้ใกล้ ๆ กันก็มีการจัดเป็นสวนสาธารณะ “รักษะวาริน” ไว้พักผ่อนหย่อนใจด้วยเช่นกันครับ
…สำหรับใคร ๆ ที่มาแล้วผมเองก็ขอแนะนำให้เพื่อน ๆ เจียดเวลาสักนิดมานั่งเอาเท้าแช่น้ำอุ่น(ถึงร้อนและร้อนมากสำหรับใครบางคน)… แต่สำหรับผมแล้วสบายครับ

…นั่งแช่เท้าไป พูดคุยกันไป ทั้งรู้จักกันและชาวบ้านที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่พอมาอยู่ร่วมกัน ก็คุยภาษาเดียวกันรู้เรื่อง.. เหมือนนั่งประชุมอยู่ในสภาโรมันยังไงไม่รู้

…หลังจากพวกเราเอาเท้าแช่น้ำเพิ่มความกระชุ่มกระชวย พร้อมถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก แล้วก็หาห้องน้ำล้างหน้าล้างตาแปรงฟันกันแถวนี้แหละครับ…

…ให้เท้าชุ่มชื่นไปแล้ว.. ก็ให้ร่างกายเสื้อผ้าหน้าตาได้สดชื่นกันบ้าง… พร้อมออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ “ระนองแคนย่อน” (ที่นี่แหละที่จะพลาดไม่ได้)… จากจุดบ่อน้ำร้อนรักษะวารินขับรถตรงเข้ามาเรื่อย ๆ ทางวัดหาดส้มแป้น แล้วสังเกตุป้ายระนองแคนย่อนจะมีบอกเป็นระยะ ๆ ก็ตามทางมาเลยครับ
 

 

 

 

…ในภาพนี้ก็คือบึงน้ำขนาดสนามฟุตบอลครึ่งสนามหน่อย ๆ … อยู่ข้างทาง…แหม่.. สวยชะมัด ไม่ลงเก็บภาพไม่ได้แล้ว
…อากาศก็ทวีความรุนแรงร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากจุดนี้มีเพียงผมกับพี่ชายอีกคนเท่านั้นที่ลงมาเก็บภาพกัน .. แต่เรื่องกลัวไม่ได้ภาพกลับเป็นเราเสียมากกว่างานนี้เดินลงมาถึงริมบ่อเลยครับ…
…เพื่อนฝูงคอยในรถกันหมดเลย …แต่สำหรับคนชอบเที่ยวชอบถ่ายรูปอย่างเรา ๆ เจอแดดก็ย่อมน่าจะพอใจกว่าเจอฝน… และยิ่งมาในช่วงนี้ด้วยแล้วก็ได้แต่หวังว่าอยากให้แดดดีดีอย่างนี้ไปทั้งวันจริง ๆ
…มีแอบคิดว่ากลัวจะมากไปเสียด้วยซ้ำ… ว่าแล้วก็ขึ้นรถขับหาระนองแคนย่อนกันต่อไป

 

 

 

 

 

…ถึงแล้วครับ “ระนองแคนย่อน” …ใครที่ขับเข้ามาให้สังเกตุด้านขวาดีดีนะครับ เพราะผมเองก็เพลินกับการขับทั้ง ๆ ที่คิดว่ามองป้ายแล้วก็ยังขับผ่านไปได้หน้าตาเฉย .. ก่อนจะรู้ตัวว่าหลงก็ต้องวกกลับมาแต่จะยังไงก็ดี…
….ที่นี่แหละที่เราตกลงจะกินอาหารเช้ากันเป็นมื้อแรกเสียที… โดยบริเวณติดกันกับระนองแคนย่อนก็มีร้านค้าร้านอาหารไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวให้เลือกได้ตามอำเภอใจกันเลย
…หลังจากอาหารมื้อเช้าของพวกเราอิ่มเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลามาเดินชมวิวกินลมดมบรรยากาศกันแบบเต็ม ๆ เสียที …
 

 

 

 

…เหล่าปลานานาชนิดก็ว่ายรอคอยอาหารเม็ดจากพวกเรา… โดยมีน้อง ๆ ชาวบ้านขายอาหารถุง ถุงละ 20.- … ก็แบ่งกันไป คนอิ่มแล้วก็ให้ปลาอิ่มบ้าง
…จากจุดนี้แล้วถ้าเป็นช่วงเวลาเช้าพวกเราก็คงได้เห็นไอน้ำที่ล่องลอยเหนือผิวน้ำ (หรือที่ชาวบ้านที่นี่เรียกว่า “หมอกไล่น้ำ” ) อยู่เบื้องหน้าพวกเราเป็นแน่ … เดิมทีที่แห่งนี้เคยเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลามาก่อน จนตอนหลังได้ถูกยกเลิกไป ก็คงเหลือไว้แต่ปลาหลากหลายชนิดที่ยังมีให้เห็นมากมาย…
 
 

 

 


…ข้อมูลที่ได้มาก็จากไกด์สาวตัวน้อยที่เดินไปกับพวกผมอย่างใกล้ชิดนั่นเอง
…ระนองแคนย่อน เดิมเคยถูกเรียกว่า”บึงมรกต” ทั้งนี้ก็เพราะหากเราพาตัวขึ้นสู่เนินเขาด้านบนแล้วมองลงมาก็จะเห็นได้ว่าผืนน้ำเบื้องล่างจะเป็นสีเขียวมรกตงดงามวับวาวจับตา ซ้ำหากในวันฟ้าเด่นเราก็จะเห็นน้ำสีมรกตตัดกับท้องฟ้าสีใส ๆ ได้อีกด้วย…ภาพต่อ ๆ ไปจะมีให้ชมแน่นอนครับ …ส่วนภาพนี้ชมกันจากภาพด้านล่างธรรมดา ๆ ไปก่อนแล้วกันนะครับ
…ลักษณะของภูเขาบริเวณระนองแคนย่อนก็เกิดจากภูเขาหินปูนที่ถูกกัดเซาะจนเว้าแหว่งและในที่สุดก็ได้กลายเป็นบึงที่ถูกโอบล้อมหอบอุ้มไปด้วยขุนเขา ช่างเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของธรรมชาติที่ลงตัวจริง ๆ
 

 

 

 

…ฟ้าร้อง แดดร้อน ฝนตก เธอก็มา .. หายเหนื่อย เมื่อยล้า ฝนซา เธอก็ไป…

…”ศาลาพักใจ” ศาลาพักกาย ศาลาพักเหนื่อย… จะอะไรก็ขออย่าให้ใครได้เจอแบบนี้เป็นดีที่สุดแล้วกันครับ ว่าแล้วก็สวมวิญญาณ “คนหัวใจสิงห์”    ปีนป่ายหน้าผาขึ้นสู่ด้านบนทิวเขากันเลยดีกว่าครับ…

ป.ล. แหม่…ล่อไปซะ 2 เพลงเลย… แก้เลี่ยนจัดกันไป


…ปีนขึ้นมาปูนขาวเปื้อนทั้งเสื้อทั้งกางเกงทั้งกระเป๋ากล้อง… ครบชุดเลย…แต่เมื่อมองหันกลับไปก็งดงาม…ไอ้ที่เปื้อน ๆ มานี่เลิกบ่นกับตัวเองไปในทันที…เพราะอย่างน้อยในวันนี้ตอนนี้ผมก็คือคนไทยคนเดียวที่ยืนอยู่บนระนองแคนย่อน… กับทัศนียภาพมุมสูง ๆ แบบนี้
…ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่บวกกับแสงแดดที่ร้อนแรงขึ้นทุกที…
 
 

 

 

 


…แม้อากาศจะร้อนแต่ก็ได้มาซึ่งความงดงามของธรรมชาติที่มอบให้ในนาทีนี้ … เหล่าพลพรรคที่เหลือที่มาด้วยกันก็มีความสุขกับการถ่ายรูปเล่นใต้ศาลา.. ผมเองก็มีความสุขกับการได้เดินเก็บภาพวิวทิวทัศน์ตามแบบฉบับไปเรื่อย
…ณ.จุดชมวิวด้านบนนี้ก็มีทางเดินเล็ก ๆ ให้เดินเล่น พื้นที่ก็ไม่กว้างมาก.. เดินไปเดินมาก็หลบใต้เงาไม้ให้พอร่มปาดเหงื่อเสร็จ ก็เดินถ่ายรูปต่อ
.
 
 

 

 

...ธรรมชาติบริเวณนี้จะว่าไปแล้วก็ดูเขียวชอุ่มพุ่มไสว สดใสสุดสวยใช้ได้เลยครับ …ตัวผมเองก็พยายามเก็บภาพมาทั้งมุมกว้าง ๆ และแบบมุมที่เน้น ๆ เพื่อให้เห็นความงามที่แตกต่างกันไป ..

…ธรรมชาติที่สวยอยู่แล้วทำให้ผมไม่ต้องกังวลว่าภาพจะออกมาสวยหรือไม่สวยแต่อย่างใด … หากแต่จะดีใจมากกว่าก็คงแค่เพียงหากใครมาเห็นภาพแล้วรู้สึกอยากเดินทางมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งว่ามันสวยแค่ไหน…

...หลังจากเรียบร้อยไปทุกอย่างแล้ว… คนอิ่ม ปลาอิ่ม รถก็อิ่มน้ำมันไปหมาด ๆ …พวกเราทั้ง 6 ก็มาถึงจุดมุ่งหมายต่อมาเป็นอันเรียบร้อย”…ภูเขาหญ้า…”

…ภูเขาหญ้า… ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตตำบลหงาว อยู่บนเส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ระนอง – พังงา) ลักษณะเป็นภูเขาที่ไม่มีไม้ใหญ่สักเท่าไหร่ (ดังที่เห็นในภาพ)…หากมาในช่วงหน้าฝนหรือช่วงที่หญ้าเขียว ๆ ก็คงสวยและงดงามแน่นอน แต่แบบนี้ก็สวยไปอีกแบบ

…ภาพนี้ได้รับการบริจาคจากพี่ฟ้า .. พี่ชายใจดีที่ยินยอมมอบภาพให้มาโพสไว้ ณ.ที่นี้… ขอบคุณมากครับ …เขาลูกสุดท้ายที่เห็นอยู่กลางภาพนั่นแหละครับ… ที่ผมเล็งไว้แล้วก็หวั่น ๆ ใจไว้เหมือนกันว่าจะขึ้นไปดีมั๊ย…

…แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจแล้วว่าจะขอลุยกันสักตั้ง… แดดจะร้อนแค่ไหนก็ช่างมัน… ใจเราอยากไปมากกว่าก็เดินเท้าเอาซะ…ขอแนะนำหากใครที่มาให้จอดรถไว้บริเวณด้านล่างแล้วเดินขึ้นมาดีกว่าครับ เพราะทางมันชันใช้ได้เลยเพื่อความชัวร์จอดแล้วเดินดีที่สุดครับ

…และแล้วก็ใช้เวลาไม่นานกับการพาร่างกายขึ้นมา ณ.จุดที่สูงที่สุดของภูเขาหญ้าแห่งนี้… ผมและเพื่อนที่ทำหน้าที่อาสาขึ้นมากันแค่ 2 คน ปล่อยให้น้องสาวและคนที่เหลือพักอยู่ข้างล่างเอาไว้…

(จริง ๆ ไม่มีใครตามมาหรอกครับ.. เพราะมันร้อนแล้วก็สูงด้วย แต่ที่สำคัญแดดบ่าย 2 นี่ทำให้ผมและเพื่อน 2 คนบ้าได้ขนาดนี้ ถึงขนาดนั้นลงทุนเดินขึ้นมาเพื่อเก็บภาพ .. เฮ่อ….)

…ที่ภูเขาหญ้านี้ตกเย็น ๆ ก็จะกลายเป็นที่นั่งปิคนิคกันตามคำบอกเล่า ดังจะเห็นได้จากเศษขยะ ขวดพลาสติก สารพัดที่มันจะเที่ยวและทิ้งกันได้ … ทั้ง ๆ ที่ถังขยะก็มีก็ช่วย ๆ กันหน่อยเถอะครับ …. เดี๋ยววิวมันจะไม่สวยเอานา


…ผมชอบภาพนี้จริง ๆ สวยมาก ๆ ถ่ายเองชมเองก็เป็น สีมันมาสะใจมาก ฟ้าเขียวส้ม…


…ภาพนี้ก็ยังอยู่ด้านบนเหมือนเดิมครับหันหลังกลับไปก็เจอแบบนี้…

…”ไม่มีใครขุนเขาไหนจะสูงไปกว่าเท้าของเรา” วะฮะฮ่า … เท่ห์สุด ๆ แค่ภูเขาหญ้าแค่นี้ทำเหมือนขึ้นไปเหยียบเอเวอร์เรสท์ไงงั้นเลย อากาศมันร้อนจริง ๆ …ภาพนี้ก็ได้ไอเดียจากเพื่อนบ้าที่ขึ้นมาด้วยกันเห็นมันบอกจะถ่ายพาโนรามา ไอ้กระผมจะยอมก็ไม่ได้ก็ขอซักหน่อยถ่ายมาประมาณ 6 ภาพแล้วก็มาต่อกันอีกที… ก็ได้ออกมาแบบนี้  …ภาพมันอาจจะยืดยาวตามสไตล์พาโนหน่อยนะครับก็รบกวนลากเม้าส์ชมตามกันหน่อยแล้วกัน

…และก็ขอปิดท้ายภาพการเดินทางสู่ จ.ระนองวันแรกที่ภาพนี้เลยนะครับ เพื่อเตรียมตัวไปล่าฝันที่ผมฝันค้างไว้มา 4 ปีแล้วตั้งแต่ปี 2547 จนในที่สุดวันนี้ อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะได้เหยียบแล้ว … “อุทยานแห่งชาติแหลมสน”…
 
 

 

 

…แล้วอย่าลืมชมความงามของทะเลไทยในจังหวัดระนองกันต่อนะครับ…

…” แล้วจะได้รู้ว่าต่อจากนี้ไป .. “ทะเลระนอง” .. จะไม่ใช่ทางผ่านสู่อันดามันอีกต่อไปแล้ว” … เพราะภาพชุดหน้าผมจะอาสาพาเพื่อน ๆ ไปทะเลอันดามันตอนเหนือที่มีความงามเทียบเท่าอันดามันตอนใต้…. แล้วเจอกันครับ

ป.ล. ติชมกันตามสบายนะครับ… อ้อ.. !! ฝากดูแลโลกใบนี้กันต่อไปด้วยนะครับ แย่ลง ๆ ๆ ทุกวี่ทุกวันแล้ว เดินไป 7-11 ซื้อของไม่เยอะก็ถือกลับบ้านก็ได้ ถ้าเท่ห์หน่อยก็ถุงผ้าเลยครับเท่ห์ดี … ลดภาวะโลกร้อนได้สักหน่อยก็ยังดีครับ ฝากเอาไว้ในมือเพื่อน ๆ ด้วยนะครับ …

 

Gallery

ทุ่งดอกกระเจียว ป่าหินงาม

8
 
  
 

            ต้นฤดูฝน ราวเดือน มิถุนายน – สิงหาคม ของทุกปี อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม จังหวัดชัยภูมิ จะงดงามดั่งได้พบท้องทุ่งประดุจสวรรค์ ด้วย ดอกกระเจียว สีชมพูอมม่วงนับหมื่นนับแสนบานสะพรั่ง อวดดอกอยู่เต็มท้องทุ่งหญ้าเพ็กสีเขียว ในป่าเต็งรัง ยิ่งยามเช้าที่มีสายหมอกบางเบา และลมเย็นโชยมาเอื่อยๆ สร้างความประทับใจต่อผู้ที่ได้สัมผัส ในความงามของทุ่งดอกกระเจียว จนสร้างชื่อเสียง ขจรกระจายไปทั่วทุกสารทิศ

          ทุ่งกระเจียว อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม หรือเดิมรู้จักกันในชื่อป่าเทพสถิต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดชัยภูมิ ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 270 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดชัยภูมิประมาณ 100 กิโลเมตร           ดอกกระเจียวเป็นพืชในวงศ์ขิงข่า พบเป็นพันธุ์ไม้ประจำถิ่นที่ขึ้นมากที่สุดในประเทศไทย ณ แห่งนี้ ปกติจะพบขึ้นกระจายทั่วไปตั้งแต่ลานหินงามจนถึงจุดชมวิวสุดแผ่นดิน 1 กิโลเมตร

          ทุ่งกระเจียวแห่งเทพสถิต เปรียบเสมือนเป็นราชินีแห่งมวลดอกไม้ของขุนเขาพังเหย…

 

         ต่อกันที่จุดชมวิวสุดแผ่นดิน เป็นหน้าผาสูงชัน และเป็นจุดที่สูงที่สุดของเทือกเขาพังเหยซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม สูงประมาณ 846 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เกิดจากการยกตัวของพื้นที่เป็นที่ราบสูงอีสาน จึงเป็นรอยต่อระหว่างภาคกลางกับภาคอีสาน ทำให้เรียกบริเวณนี้ว่า “สุดแผ่นดิน”

 

                ณ จุดนี้จะเห็นทิวทัศน์ของสันเขาพังเหย และเขตพื้นที่ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา เห็นวิวของสันเขาสลับซับซ้อนกันสวยงามมาก ปะทะกับสายลมที่พัดผ่านเย็นสบายตลอดทั้งวัน ยิ่งยามพระอาทิตย์ตกนั้น จะได้ภาพที่สวยงามมาก จุดชมวิวนี้อยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ทำการอุทยาน ฯ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร

 

           ส่วนทิศตะวันตกของที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งไม่ห่างมากนัก จะพบกับ ลานหินงาม แท่งหินรูปทรงแปลกตา ในพื้นที่กว่า 10 ไร่ เกิดจากการกัดเซาะเนื้อดินและหินหลุดออกไป นานวันเข้าจึงเกิดโขดหินที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกัน บ้างคล้ายปราสาทโบราณ เรดาห์ และสัตว์ต่างๆ ตามแต่จะจินตนาการ มองดูสวยงามอย่างอัศจรรย์  

         หลังจากที่เดินชมดอกกระเจียว และลานหินงามแล้ว  เสริมสร้างความรู้และความเข้าใจในด้านธรณีวิทยา … กับพิพิธภัณฑ์ป่าหินงาม  ภายใน อาคารพิพิธภัณฑ์ป่าหินงามโดยมีการจัดแสดงตัวอย่างหิน แร่  หากหลายชนิด หลายประเภท นอกจากนันยังมีทั้งฟอสซล และโครงกระดูกไดโนเสาร์จำลองขนาดเท่าของจริง ที่ขุดพบในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เข้าชมเป็นอย่างยิ่ง  


หินรูปเรดาห์                                                            หินรูปไก่


หินชุดใหญ่                                                        หินรูปปราสาท


หินรูปถ้วยบอลโลก                     หินรูปช้างเอราวัณ

 
อาคารพิพิธภัณฑ์ป่าหินงามโจัดแสดงตัวอย่างหิน แร่  ฟอสซล และโครงกระดูกไดโนเสาร์

         การชมความงามของทุ่งดอกกระเจียว สุดแผ่นดิน และลานหินงามนั้น สะดวกสบายมากค่ะ เพราะสามารถนำรถส่วนตัวขึ้นได้ หรือจะใช้บริการรถของทางอุทยานก็ได้ค่ะ ค่าโดยสาร ไป-กลับเพียง 20 บาท เท่านั้น แต่เนื่องด้วย วันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ผู้เข้าชมค่อนข้างเยอะ จึงขอสงวนสิทธิ์ในการนำรถส่วนตัวขึ้นไปค่ะ จะให้ใช้บริการรถที่ทางอุทยานจัดให้เท่านั้น เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และทั่วถึงค่ะ

         ช่วงฝนที่เพิ่งเริ่มจะโปรยปรายนี้ รีบมาชมความงามตระการตา ดอกสีชมพูอมม่วงที่ดารดาษไปทั้งผืนป่า ตัดกับสีเขียวขจีของหญ้าเพ็กและโขดหิน ที่ทุ่งดอกกระเจียวอุทยานแห่งชาติ ป่าหินงาม จังหวัดชัยภูมิกัน กันเถอะค่ะ

ถานที่ติดต่อ
อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม  ตู้ ปณ.1 ปทจ. เทพสถิต อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ 36230
โทรศัพท์ 0 4489 0105 โทรสาร 0 4489 0105
E-mail : reserve@dnp.go.th  ;  hinngam07_np@yahoo.com 

 

 

โรงแรม ทวิน โลตัส รีสอร์ท แอนด์ สปา เกาะลันตาใหญ่

9

…บรรยากาศของการเที่ยวทะเลแตกต่างกันออกไป ตามสถานที่ ตามเวลา ตามบรรยากาศขณะนั้น แต่ทุกครั้งที่เดินทางก็ไม่เคยพลาดที่จะเก็บความภาพสวยๆมาฝาก และครั้งนี้ก็เช่นกัน ณ หาดคลองดาว จังหวัดกระบี่ ชายหาดสวยที่มีบรรยากาศเงียบสงบ หน้าโรงแรม ทวิน โลตัส รีสอร์ท แอนด์ สปา เกาะลันตาใหญ่ บรรยากาศที่สร้างอารมณ์สุนทรีย์



“ ได้ยินเสียงคลื่นกระทบกลบชายหาด…
มองออกไปเหมือนภาพวาดสะอาดสวย…
ปลุกพลังให้ชีวิตกระชุ่มกระชวย….
ออกสำรวจชีวิตคนอยากรวย สุขีจริง…. โฮะๆๆๆ ”


…ขอนำเสนอการพักผ่อนสุดแสนสบาย กับบรรยากาศชิวล์ๆ ริมทะล ทวิน โลตัส รีสอร์ท แอนด์ สปา แรงดลใจจากดอกบัว ดอกไม้อันเป็นที่สักการะในศาสนา  ดีไซน์ของรีสอร์ทมีพื้นฐานมาจากทั้งกลีบ และใบของดอกบัว ด้วยที่โรงแรมทวินโลตัสมีหน้าหาดที่สวยทอดยาวออกไปถึง 200 เมตร แถมยังดูแลในเรื่องของความปลอดภัย และกิจกรรมทางทะเลที่หลากหลาย และ LOHBALA (โล๊ะบาหรา) ห้องอาหารสำหรับช่วงดินเนอร์ ที่โรงแรมทวินโลตัส จังหวัดกระบี่ มีทั้งเชฟไทย เชฟยุโรป และเชฟเบเกอร์รี่


ทวิน โลตัส รีสอร์ท แอนด์ สปา นำธรรมชาติรวมกับบรรยากาศริมทะเล จัดที่พักทีแบ่งออก2 แบบ หลักๆ คือ แบบ Hotel  และ แบบ Villa

ในแบบ Hotel มีบริการทั้งหมด 48 ห้องบริเวณมุมตึก จะจัดเป็นห้อง Deluxe มีทั้งหมด 10 ห้อง ส่วนอีก 38 ห้อง จัดเป็นห้อง Superior

DeluxeRoom


ห้องน้ำเก๋ไก๋ และมีโซนอ่างอาบน้ำแยกออกเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น

Superior Room



ในแบบของวิลล่าก็ แบ่งเป็น 3 โซนด้วยกัน Garden View ,Sea View และ Pool SuiteFacility ครบครันทั้ง Minibar , DVD , ตู้เซพ  ถึงแม้ว่าจะเป็น Category เดียวกัน แต่จะแต่ภายในให้แตกต่าง  เพิ่มเสน่ห์ของห้องด้วยห้องน้ำที่ทำเป็นมุมผ่อนคลายอย่างดี ด้วยอ่างแช่น้ำไม้

Garden View


Sea View


Pool Suite


การเดินทาง มาพักผ่อนที่ ทวิน โลตัส รีสอร์ท แอนด์ สปา ที่เกาะลันตาใหญ่ จังหวัดบี่นั้นสะดวกสบายมาก เพราะหากมาทางเครื่องบิน ทางโรงแรมมีบริการจัดรถไปรับที่สนามบินถึงที่พัก ส่วนหากมารถโดยสารมาลงรถที่ท่ารถ จะมีรถตู้ บขส.บริการ มาถึงที่โรงแรมอีกเช่นกัน ค่าโดยสารก็ไม่แพงมากนัก หากนำรถมาเองก็เพียงแค่นำรถข้ามฝั่งโดยขึ้นเรือเฟอรรี่ได้เลย เต็มอิ่มกับการพักผ่อน และท่องเที่ยวสถานที่สำคัญๆ ไม่ไกลจากที่พักมากนัก อาทิ เกาะรอก เกาะไหง ตะลาเบง และเมืองเก่า

รูปภาพ

สำรองห้องพัก หรือ สอบถามราคาโปรโมชั่นได้ที่

ทวิน โลตัส รีสอร์ท แอนด์ สปา 199 หมู่1 หาดคลองดาว, ศาลาด่าน , เกาะลันตาใหญ่ จ. กระบี่
โทร 075-607000  แฟกซ์ 075-607099

199 Moo1, Klong Dao Beach, Saladan, Lanta Yai Island, Krabi 81150 Thailand
Tel : +66(0)75-607000 :: Fax : +66(0)75-607099

E-mail : info@twinlotusresort.com ::  Website : www.twinlotusresort.com


คลิ๊กที่ภาพ เพื่อดูภาพขนาดใหญ่

 

 

 

 


หลายเมนู กระท้อน-ระกำ ที่ร้าน อ.มัลลิการ์

3

 

       


 

       ได้เวลาชวนกันไปอร่อยกันอีกแล้ว แต่วันนี้จะพาไปชิมอาหารจากผลไม้ประจำฤดูฝน ระกำ และ กระท้อน ไม่น่าเชื่อว่าผลไม้ 2 ชนิดนี้ จะทำเมนูหลากหลายมากกว่า 10 เมนู เราต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยจะชิม และก็ไม่เคยผิดหวังเลย กับรสชาดสุดแสนอร่อยกับร้าน อ.มัลลิการ์ ที่เกษตรนวมินทร์

 

       ดับกระหายด้วย ระกำปั่น กระท้อนปั่น หวานเปรี้ยวชื่นใจ ก่อนจะแนะนำไปหมวด เมนูอาหารที่ทำจาก ระกำ ผลไม้เปรี้ยวๆอมหวานกันดีกว่า


        เมนูแรกเป็น “น้ำพริกระกำ” น้ำพริกจะเป็นแบบน้ำพริกกะปิ แต่จะประยุกต์ใช้รสเปรี้ยวจากระกำแทนมะนาว น้ำพริกระกำจะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ นอกจากจะมีรสชาติเปรี้ยวเค็มหวานอย่างกลมกล่อมแล้ว ยังมีกลิ่นหอมของระกำเจืออยู่ด้วย ทานคู่กับผักต่างๆ พิเศษที่ ทางร้าน อ.มัลลิการ์ จัดให้ทานคู่กับปลาอินทรีย์ทอด เข้าคู่กันทีเดียวเชียว…
 

 

      “ส้มตำระกำ” ส้มตำปูนาใส่เนื้อระกำ แปลกๆดี ยิ่งใครชอบส้มตำด้วยแล้วรับรองทานเกลี้ยงไม่มีเหลือ ต่อกันด้วยเมนูที่ 3 “ต้มยำระกำ” เป็นต้มยำไก่น้ำใส ทานแล้วโล่งคอ ตักเนื้อระกำทานพร้อมกับน้ำต้มยำ รสชาดจะเปรี้ยวเค็มกำลังดี ต่อด้วยเมนู “แกงคั่วหมูระกำ” เค็มมันด้วยกระทิ ตัดเปรี้ยวด้วยระกำ ทำให้ไม่เลี่ยนดีค่ะ…

 


ส้มตำระกำ     


ต้มยำระกำ                                          แกงคั่วหมูระกำ

 

      หมดเมนูของคาวที่ทำจากระกำ มาเริ่มต้น อาหารที่ทำจากกระท้อน กันดีกว่า “น้ำพริกกระท้อน” เหมือนกับน้ำพริกมะม่วงหรือน้ำพริกกะปิธรรมดา แต่ใส่เนื้อกระท้อนแล้วจะมีรสชาดเปรี้ยวหวาน ปนฝาดนิดหน่อย อร่อยดี เครื่องเคียงทั้งผักสด ผักทอด และผักต้ม เช่น มะเขือ หน่อไม้ ชะอมไข่ทอด ดอกขจร ดอกแคร์  กระเจียบ และหลากหลายชนิด เมนูนี้จัดให้ทานคู่กับปลาสลิดทอด ค่ะ…
 

 

       “แกงกระท้อนกุ้งนาง” กุ้งตัวโตกับเนื้อนุ่มๆของกระท้อนในแกงกะทิ เพิ่มด้วยรสเผ็ดจากเครื่องแกงอีกนิด รสชาดถือว่าผ่านเลย ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นแกงโบราณของไทยอีกหนึ่งเมนู แต่ก็เพิ่งจะได้ทานเป็นครั้งแรกเหมือนกัน …

       ตามด้วย “ส้มตำกระท้อน” เมนูนี้จะเปรี้ยวน้อยกว่าระกำ แต่กรรมวิธีทำ จะใช้สูตรเดียวกันเปลี่ยนจากระกำเป็นกระท้อน ขึ้นอยู่กับว่าจะชอบรสชาดของผลไม้อะไรเท่านั้นเอง …
 


ส้มตำกระท้อน

 

       ยังไม่หมดเพียงแค่นี้ ยังมีของหวานที่ทุกคนคงคุ้นเคยกันดี กับเมนูลอยแก้ว ทั้งระกำลอยแก้ว และกระท้อนลอยแก้ว นั้น ต่างก็เปรี้ยวหวานอร่อยไม่แพ้กัน จนต้องซื้อกลับไปฝากที่บ้านหลายชุดเลยทีเดียว…

 


     
แต่ทว่าเมืองไทย.คอม แล้วต้องขอแนะนำเมนูสุดพิเศษ “กระท้อนชาววัง” กระท้อนปุยฝ้ายขนาดใหญ่ ที่ทางร้าน  อ.มัลลิการ์  คัดเองมาจากสวนผลไม้โดยตรง เพื่อให้ได้ขนาดและคุณภาพ ผ่าครึ่งลูก ราดด้วยน้ำเชื่อม   แล้วแช่เย็นจัดๆ   ไม่ต้องทำอะไรมากกับเมนูนี้ แต่สุดแสนหอม หวาน อร่อย  ใครได้ชิมเป็นต้องติดใจแน่ๆ…

 

 

     ระกำ กระท้อน ที่นำเสนอทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเมนูที่นำผลไม้ตามฤดูกาล ของร้าน อ.มัลลิการ์ ตั้งใจให้ทุกท่านได้มีความสุขกับเมนูประยุกต์ที่หลากหลาย กลิ่นหอมและรสชาดจากผลไม้เหล่านั้นมาทำให้อาหารอร่อยขึ้น ซึ่งก็หาทานไม่ได้ง่ายๆ ตามร้านทั่วไป ในเมื่อรู้รู้แหล่ง รู้ร้านอาหารดีๆ อร่อยๆ แล้วก็อย่าลืมชวนกันมาทานแล้วกันน่ะค่ะ เพราะชื่อก็บอกแล้วค่ะ ว่าเป็นผลไม้ตามฤดูกาล รีบๆ มาก็แล้วกัน เดี๋ยวหมดฤดู อดทานแล้วพลาดโอกาสลิ้มลองไป  J

 

รูปภาพ 

ร้าน อ.มัลลิการ์ เปิดบริการตั้งแต่ 11.00 – 22.00 น. ทุกวัน
สนใจสอบถามข้อมูล สำรองที่นั่งได้ที่หมายเลข  02-9461000
เยี่ยมชมบรรยากาศสวยๆ ของร้าน อ.มัลลิการ์ ได้ที่
http://www.mallika.co.th

 

คลิ๊กเพื่อขยายภาพ

 

 

Crystal Grill Restaurant

25

 

       
         

        จากที่เคยได้ยินมา จำได้ว่า กรุงเทพยามราตรี เป็นเมืองที่สวยงามมากๆ หากมองจากมุมสูง และวันนี้เราก็สัมผัสได้กับตาของตัวเอง เหมือนถูกสะกดภายใต้มนต์อัศจรรย์ของภาพที่อยู่เบื้องหน้า

        และจุดชมวิวที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ ก็หนีไม่พ้น ตึกใบหยก2 หรือ BaiYoke Sky Hotel ตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย บนความสูงกว่า 290 เมตร แต่คราวนี้ เมืองไทย.คอม ไม่ได้พามาชมวิวเพียงอย่างเดียว จริงๆ แล้วพามาดินเนอร์บุฟเฟต์นานาชาติ กับบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก ภายใต้ คอนเซปต์ของ “บุฟเฟต์ลอยฟ้า” ที่โรงแรมใบหยกสกาย

          Crystal Grill ห้องอาหารบุฟเฟต์ระดับหรูและสูงที่สุดในประเทศไทย บนชั้น 82 ในสไตล์ “กริลล์และซีฟู้ดบุฟเฟต์   “Crystal Grill” เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของห้อง “กลิลล์”


   
บรรยากาศ การตกแต่งห้องสไตล์โมเดิร์น ภายใต้คอนเซปต์คริสตัล ล้อมรอบด้วยกระจกใสสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน บนความสูงกว่า 290 เมตร จากชั้น 82 จึงเปรียบเสมือนมีวิวและแสงไฟของกรุงเทพ เป็นวอลล์เปเปอร์

   
ความเป็นส่วนตัว ด้วยจำนวนที่นั่งกำหนดเพียง 180 ที่นั่ง  บนพื้นที่ทั้งชั้น 82 ของโรงแรมใบหยกสกาย ประกอบกับกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นคนไทย และชาวต่างชาติกลุ่มเล็กๆ จึงสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับลูกค้า    

     บริการ โดยเชพ พ่อครัว และบริกรมืออาชีพที่มีประสบการณ์ และผ่านการอบรมการบริการแบบห้าดาวโดยเฉพาะ     อาหารอร่อยต้องได้มาจากวัตถุดิบที่ดี “Crystal Grill” จึงคัดแต่วัตถุดิบคุณภาพเกรดเอเพื่อนำมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะเนื้อแกะ และเนื้อเซอร์ลอยด์นำเข้าจากออสเตรีเลีย ซีฟู้ดนานาชนิด ปลาดิบ และผักสลัดปลอดสารพิษ จากโครงการหลวง        

      “Crystal Grill” ยังคงเสน่ห์ของการรับประทานอาหารแบบ “บุฟเฟต์” เลือกรับประทานได้ไม่จำกัด ท่านสามารถเลือกรับประทานอาหารทั้งของคาวและของหวาน ทั้งหมดว่า 100 ชนิด ตามความพอใจ ได้ไม่จำกัด โดยไม่มีการยกเว้น

      อาทิ เนื้อสันนอกออสเตรีเลียอบเครื่องเทศ , ขาแกะอบเครื่องเทศ , ขาหมูอบซอสแอปเปิ้ล , กั้งหิน , กุ้งแม่น้ำ , ปูม้า , ปลาหมึก , สเต็กเนื้อ , เสต็กปลาแซลมอน , สตูแกะสไตล์อินเดีย , คอหมูตุ๋นแบบเม็กซิกัน , พาสต้านานาชนิด , ต้มยำกุ้ง , ผัดไทย ,ปอเปี๊ยะเม็กซิกัน , ลาซาญญ่าเนื้อ , ซาซิมิ (เมกูโร่ – ปลาทูน่า , อาจิ – ปลาทู , ทาโกะ – ปลาหมึกยักษ์ ,ปลาช่อนทะเล , กุ้ง )  แคลิฟอร์เนียมากิ – โรล , สุกี้ญี่ปุ่น , แซลมอนต้มมิโซะ , สาหร่ายญี่ปุ่นเย็น , หมูทอดตงคัทซึ , บะหมี่เย็น , พิซซ่าญี่ปุ่น , กุ้งค็อกเทล , กุ้งห่มสไบ , ชั้นเชิงนารี , ซุปเยื่อไผ่เห็ดหอม , ซุปหัวหอมสไตล์ฝรั่งเศษ , ซุปขึ้นกุ้งรสคอนญัก , ซีซาร์สลัด , เครปซูแซ็ท ,ช็อกโกแล็ตฟองดูว์ ฯลฯ

 

 มนูอาหารแนะนำ

     เนื้อแกะอบเครื่องเทศ เครื่องเทศใช้กระเทียมเพื่อดับกลิ่นคาว เพิ่มรสชาดน้ำพริกเผาและไวน์แดงเพื่อให้ถูกปากคนไทยยิ่งขึ้น เมนูนี้ทานคู่ซอสมิ้นท์และผักต่างๆ
 


      Beef Taco เป็นอาหารสไตล์แม๊กซิกันแท้ๆ เป็นเนื้อผัด ห่อด้วยแป้งทาโก้กรอบๆๆ รสชาดจะออกเปรี้ยวมัน และได้ความหวานของมะเขือเทศ


      กุ้งระบำ ยำมะม่วง กุ้งชุบเม็ดงาทอด ราดด้วยน้ำยำมะม่วงรสจัดจ้าน  ตัดเปรี้ยวด้วยความมันๆ ของเม็ดมะม่วงหิมพาน 
 


      ต้มยำกุ้ง เมนูเด็ดของทางร้าน ที่ต้องแนะนำว่าให้ทุกคนลอง เพราะเป็นสูตรที่ชนะการประกวดครัวไทยสู่ครัวโลก และได้รับรางวัลชนะเลิศ ด้วยเคล็ดลับเฉพาะที่ว่า ต้องเคี่ยวน้ำซุปสมุนไพรทิ้งไว้ 1 คืน และใช้น้ำมะพร้าวเป็นส่วนผสมสำคัญของน้ำซุปเช่นกัน


และอาหารไสตล์ญี่ปุ่น ซูชิ , ซาเซมิ ที่คัดความสดใหม่ ทุกวัน

            ราคาช่วงแนะนำเพียงท่านละ 620 บาทสุทธิ  และอภินันทนาการชมวิวบนหอชมวิว ชั้น 77 และดาดฟ้าพื้นหมุน ชั้น 84 ฟรี

         “Crystal Grill” พร้อมเปิดบิรการสำหรับทุกท่านแล้วตั้งแต่วันนี้ ทุกวันเฉพาะมื้อค่ำ ตั้งแต่ เวลา 17.30 – 24.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร. 0-2656-3000 , 0-2656-3456 กด 4

www.baiyokehotel.com

 

คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

 

The Front Village

3

เราทุกคนน่าจะรู้เหตุผลว่า  ทำไมคนต่างชาติ ถึงนิยมมาเที่ยวกันที่เมืองไทยกันมากนัก     ยิ่งเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตด้วยแล้ว คงไม่มีใคร ที่ไม่รู้จัก     ภูเก็ตเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งเมืองท่องเที่ยวและพักผ่อน    แวดล้อมด้วยทะเลที่งดงาม   ผู้คนน่ารัก ต่างก็แย่งกันทำหน้าที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือนเป็นอย่างดี    ไม่ต่างอะไรกับที่ The Front Village ที่พร้อมให้บริการทุกท่านกับความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว    ด้วยการตกแต่งแบบ ชิโน-โปตุกีส

ห่างจาก หาดกระรน เพียง 200 เมตร คุณก็จะพบกับ The Front Village   สถานที่พักผ่อนที่วางตำแหน่งได้เหมาะเจาะ  ด้านหน้าโรงแรมเป็นวิวทะเล   ด้านหลังเป็นวิวภูเขา  แถมเดินออกมาระเบียงห้องพัก ยังเป็นสระว่ายน้ำได้อีก   ประทับใจยิ่งขึ้นกับกิจกรรมดีๆ ที่ทางโรงแรมจัดให้อย่าง Happy Hour  ในช่วงเวลา 17-18 น. ของทุกวันจะบริการ Soft Drink ลดถึง 50%

จัดกิจกรรมสุดเก๋นี้ที่บาร์ในสระว่ายน้ำ    และอีกโปรแกรมที่ดึงดูดแขกได้ไม่แพ้กัน กับกิจกรรมสอนทำอาหารไทย Cocking Class

ที่พาแขกที่พักที่โรงแรม The Front Village ไปช๊อปปิ้งอาหาร ถึงตลาดสด  และกลับมาเข้า Class ทำอาหารไทย อย่างต้มยำกุ้ง  พะแนงเนื้อ หรือต้มข่าไก่  กับเชฟผืมือดีโดยตรงเลยทีเดียว     แขกได้ความภาคภูมิใจกับการทำอาหารไทยเป็น แถมยังได้รับประทานอาหารมื้อพิเศษนั้นพร้อมใบเกียรติบัตรเป็นที่ระลึกจากทางโรงแรม เป็นกิจกรรมที่น่าสนับสนุนยิ่งนัก

แขกส่วนใหญ่ที่พักที่มานั้น ไม่ค่อยออกไปไหน และจะพักอยู่กันนานๆ  เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบครันอยู่แล้ว       หรือหากจะเที่ยวใกล้ๆ ก็จะมีหาดป่าตอง ที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาทีเองเท่านั้น      มาเติมความสุขในวันพักผ่อนกัน ที่ The Front Village หาดกระรน จังหวัดภูเก็ต   แล้วคุณจะได้สัมผัสถึงการพักผ่อนจริงๆ ที่สามารถทิ้งความกังวล และความวุ่นวายต่างๆ ไปได้เลย


566/1 Patak Road, Karon, Muang, Phuket 83100 Thailand.
Tel.: (66-76) 398200-5, (66-76) 398333-9 | Fax: (66-76) 398206
Email: info@tfrontvillage.com
www.frontvillage.com

.

คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

โตโต้ ไก่ย่างเขาสวนกวาง

20

        ใครเดินทางผ่านอำเภอเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น คงจะไม่พลาดแวะไปชิม ไก่ย่างเขาสวนกวาง เป็นแน่แท้ โดยเฉพาะ โตโต้ไก่ย่าง เป็นร้านที่ประกวดได้ที่หนึ่งของเขาสวนกวาง รสชาติจะพิเศษมากๆ เนื้อจะนุ่มเหนียว กัดไปคำแรกได้รสชาดของขิง และเครื่องเทศ ไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มก็อร่อยมากและยิ่งทานคู่กับส้มตำอาหารประจำชาติแล้ว หุหุ อย่างอื่น ไม่ต้องพูดถึง


ส่วนความเป็นมาของไก่ย่างเขาสวนกวางเกิดจากการที่คนในอำเภอเขาสวนกวางที่เลี้ยงไก่สามสายเลือด อันหมายถึงไก่พันธุ์ผสมระหว่างไก่พื้นเมือง ไก่ไข่ และไก่พันธุ์ จนผลผลิตออกมาจำนวนมาก ชาวบ้านเขาเลยคิดสูตรไก่ย่างเฉพาะขึ้นมาขายกลายเป็นตำนานของ “ไก่ยาง” ไปแล้ว

       สำหรับ “ไก่ย่างเขาสวนกวาง” อาหารขึ้นชื่อของจังหวัดขอนแก่น เนื่องจากใครที่เดินทางไปจังหวัดขอนแก่น หรือผ่าน แน่นอนว่าจะต้องร้องหาไก่ย่างเขาสวนกวาง ด้วยความที่มีรสชาติอร่อยทำให้ไก่ยางแบรนด์เขาสวนกวางมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ

     ที่สำคัญ ไก่ที่จะนำมายางจะต้องเป็นไก่ที่เลี้ยงในฟาร์มของอำเภอเขาสวนกวางเท่านั้น เพราะจะเป็นไก่ที่มีเนื้อแน่น อร่อย ไม่เหลวอย่างไก่พันธุ์ทั่วๆ ไป นอกจากนี้ร้านไก่ย่างเขาสวนกวางได้คิดสูตรน้ำจิ้มสำหรับไก่ย่างเขาสวนกวางขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ

            ส่วนวิธีการย่างไก่จะใช้เตาถ่านธรรมดา ทั้งนี้จะใช้ถ่านไม้อย่างดี แล้วนำไก่ที่ผ่านการหมักเครื่องเทศมาอย่างดีแล้วมาวางลงบนตะแกรง ใช้เวลาย่างเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง (ประมาณ 20 นาที) เพราะถ้าย่างนานกว่านี้จะทำให้ไก่เนื้อแข็งไม่นุ่ม ดังนั้นคนย่างไก่จะต้องคอยจับเวลาและสังเกตไก่ไว้ตลอด และเคล็ดลับที่สำคัญระหว่างย่างจะต้องใช้กระทียมเจียวราดลงบนตัวไก่ไปเรื่อยๆ จะทำให้ไก่มีรสชาติหอมและอร่อย

        ปัจจุบันริมถนนช่วงอำเภอเขาสวนกวางจะมีร้านขายไก่ย่างเป็นทิวแถวจำนวนมากกว่า 150 ร้าน ร้านหนึ่งๆ ขายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ตัวต่อวัน นอกจากนี้ทางร้านยังมีส้มตำรสชาติขนานแท้ไว้บริการอีกด้วย

“…ฟากฟ้าทะเลฝัน…สวรรค์อันดามันเหนือ” ที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน

3

 



…ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคม 2547 สี่ปีผ่านมาแล้วที่อนุสารท่องเที่ยวอสท.ฉบับสีสันอันดามันได้ถูกเปิดขึ้นผ่านมือของผม เนื้อหาพร้อมรูปภาพไม่ถึง 20 ภาพได้กล่าวถึงทะเลอันดามันแห่งหนึ่งในน่านน้ำเมืองไทยโดยว่าไว้ถึงความเงียบสงบและความงดงามของสถานที่แห่งนี้ การรอคอยตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ของผมจากที่เคยได้ฝันไว้ว่าจะต้องมาให้ได้ ล่วงเลยมาแล้ว 4 ปีความทรงจำที่ดีจากทะเลอันดามันตอนใต้หลายต่อหลายที่ที่ผมเคยผ่านมามีประสบการณ์ภาพจำและภาพถ่ายที่สวยงามยังคงถูกเก็บไว้อย่างดี แต่ในวันนี้ถึงวันที่ผมจะได้มีโอกาสสัมผัสทะเลอันดามันตอนเหนือเป็นครั้งแรกบ้าง ……หลังจากที่พวกเราได้เดินทางท่องเที่ยวผ่านเส้นทางตามรายทางจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ ของจ.ระนองมาตามแผนการณ์ที่ได้ตระเตรียมไว้ สุดท้ายพวกเราทั้ง 6 คนก็ได้เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้…


…ทันทีที่เสียงเครื่องยนต์ของรถดับลง ผมและเพื่อนจึงได้เข้าติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ของอุทยานเพื่อติดต่อเรื่องการพักนอนอาศัยโดยเราตั้งใจจะกางเต๊นท์ภายในตัวอุทยานแห่งนี้เป็นเวลาด้วยกัน 2 คืน แต่เนื่องจากอุทยานแห่งชาติแหลมสนใน ณ เวลานี้ยังไม่เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวที่จะมาพักค้างอ้างแรมได้เนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่เพรียบพร้อมสักเท่าใด ตั้งแต่คราวหลังจากได้รับความเสียหายจากคลื่นสึนามิเมื่อปลายปี 2547 ซึ่งยังผลกระทบต่อมาจนถึงทุกวันนี้…หลังจากที่พวกเราทั้ง 6 ได้กางเต๊นท์เก็บข้าวเก็บของอาบน้ำอาบท่ากันเรียบร้อยแล้ว ไม่รอช้าก่อนที่จะสิ้นแสงตะวันของวันนี้ไปพวกเราจึงรีบเดินทางมายังท่าเทียบเรือซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันกับบริเวณที่ทำการอุทยาน…

…โดยวันนี้สิ่งที่ผมตั้งใจและบอกกับเพื่อนร่วมทางทั้งหมดไว้ตั้งแต่แรกเริ่มเดินทางแล้วว่าเราจะมาร่วมกันยืนดูพระอาทิตย์ตกที่บริเวณนี้กัน… แสงของดวงตะวันที่ตกกระทบกับพื้นผิวของร่องน้ำบริเวณท่าเทียบเรือที่ตอนนี้มีเสียงสนลู่เข้าหากันให้พวกเราได้ยินกันอยู่ตลอดเวลา ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่มีมาแต่เริ่มออกเดินทาง ดูเหมือนว่าทุกคนจะลืมกันไปหมดแล้ว หลายต่อหลายครั้งที่ความฝันความหวังและการเดินทางต้องพบเจอกับสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ สำหรับผมแล้วในวันนี้ก็เช่นกันที่ผมตั้งใจว่าอยากจะเห็นภาพของดวงอาทิตย์ก้มลงจูบแตะสัมผัสกับเส้นขอบฟ้าเบา ๆ แต่ใครเลยจะบังคับธรรมชาติได้ แนวริ้วเมฆสีเทาที่มีให้เห็นในวันนี้ก็เช่นกัน แม้ผมจะไม่ได้เห็นภาพที่ตั้งใจไว้แต่กับเพื่อนทั้ง 3 และน้องสาวทั้ง 2 คนของผม… ทุกคนดูเหมือนจะประทับใจมากกับภาพดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าในวันนี้  คงเป็นเพราะเราหวังมากไปนี่เอง

…เท้าทั้งสองข้างของผมที่ยืนนิ่งอยู่ริมทะเลยังคงไม่ก้าวหนีไปไหน พร้อมปล่อยให้สายตาเป็นตัวเลือกจังหวะและท่าทีของแสงที่ตกกระทบลงเหนือคลื่น จะเหลือไว้สุดท้ายก็คงเป็นภาระของปลายนิ้วที่ทำหน้าที่คอยปลดปล่อยเสียงลั่นชัตเตอร์ให้ดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

…เสียงคลื่นที่ค่อย ๆ ห่างไปทุกที ๆ เมื่อผมเดินหันหลังให้กับทะเลเพื่อเตรียมตัวเดินกลับมายังเต๊นท์ที่พัก ก่อนที่จะหันกลับไปเพื่อเก็บภาพแสงสุดท้ายของเย็นวันแรกอีกสักครั้ง มีความสุขมากครับได้ยืนร่วมไปกับแนวสนที่ยืนมองอยู่ด้วย และแล้วก็ถึงเวลาที่พวกเราจะได้เหยียดแข้งเหยียดขานอนกันแบบเต็ม ๆ สักทีหลังจากที่คืนแรกนอนกันมาในรถ สิ้นเสียงกีต้าร์บรรเลงเพลงสุดท้ายราว ๆ 4 ทุ่มพวกเราทั้งหมดจึงแยกย้ายเต๊นท์ใครเต๊นท์มันเพื่อถึงเวลาพักผ่อนกันเสียที….. ฮ่าวววววววว

 …ริ้วรอยของผืนทรายหน้าหาดบางเบนเวลาราว ๆ เกือบ 6 โมงทันทีที่ผมได้เห็นภาพนี้จากกล้องของพี่ฟ้าพี่ชายใจดีของผม  ผมก็รู้ได้เลยว่าต้องขอยืมภาพนี้มาเข้าสู่ภาพชุดนี้ให้ได้แน่ ๆ … ทุกคนยังหลับกันหมดมีเพียงพี่ฟ้าคนเดียวที่ตื่นมาแต่เช้าเพื่อเก็บภาพตั้งแต่แสงอาทิตย์ยังไม่ส่อง แต่ยังมีแสงอีกจากฟากฟ้าอีกหนึ่งแห่งที่วันนี้ยังคงส่องแสงค้างไว้อยู่ ดวงจันทร์เต็มดวงที่วันนี้ค้างฟ้าอยู่เหนือทะเลก่อนจะหายไปกับกลีบเมฆ… “ไอ้นุ ๆ มองนอกเต๊นท์สิ พระจันทร์เว่ยสวยสราดด… จะไปถ่ายรูปกันมั๊ย”… เสียงของพี่ฟ้ามาปลุกผมที่เต๊นท์ ก่อนที่ผมจะตัดสินใจเปิดเต๊นท์ออกไปดู ก่อนจะตัดสินใจรีบคว้ากระเป๋าและขาตั้งกล้องวิ่งไปยังริมทะเล

…สืบเนื่องจากก่อนออกเดินทางตั้งแต่ผมตั้งใจจะเดินทางมาที่อช.แหลมสนครั้งนี้เมื่อก่อนหน้านี้หนึ่งเดือน ผมได้ตัดสินใจว่าจะเลือกเดินทางมาช่วงพระจันทร์เต็มดวงเพื่ออยากเก็บภาพพระจันทร์กับน้ำทะเลสักครั้งในชีวิต… แม้ภาพนี้จะไม่มีน้ำทะเลติดมาแต่เบื้องหน้าวันนั้นคือภาพดวงจันทร์สีส้มกลมโตที่อยู่เหนือผืนน้ำทะเล… ช่างเป็นภาพที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้เจอจริง ๆ

 

…หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจไล่ล่าดวงจันทร์… พวกเราทั้ง 3 ผม,พี่ฟ้า,เพื่อนกิด จึงขับรถออกจากที่ทำการเพื่อมาเตรียมไล่ล่าภาพดวงตะวันกันต่อ โดยปล่อยให้อีก 3 คนที่เหลือมีความสุขกับการเฝ้าเต๊นท์นอนต่อไป ระยะเวลาไม่ถึง 5 นาทีพวกเราก็มาถึงท่าเทียบเรืออีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นยามเช้าบรรยากาศช่างต่างกันลิบลับกับยามเย็นของเมื่อวานเสียจริง ไม่รอช้าพวกเราทั้ง 3 ต่างกระจัดกระจายแยกย้ายกันเดินไปหามุมที่คิดว่าดีที่สุดของแต่ละคนกันไป

..สำหรับผมแล้วการได้ถอดรองเท้าเอาเท้าเปล่า ๆ เดินเหยียบทรายเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยตั้งแต่แรกเช้า ณ.พื้นที่ด้านล่างตรงนี้ดูจะเหมาะสมเป็นที่สุด …ภาพที่ผมไม่เคยพบเห็นมาก่อนตลอดชีวิตการเดินทางสู่เรื่องราวริมทะเล.. ในวันนี้ภาพเบื้องหน้าของผมคือแนวต้นไม้ที่ยืนเรียงรายกันเป็นระเบียบโดยมีแนวเขายืนค้ำตระหง่านไว้ โดยมีแนวเมฆเป็นเครื่องประดับที่สวยงามที่สุด …แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ที่วันนี้ดูจะเป็นใจเสียเหลือเกิน… ผมใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเดินหามุมถ่ายภาพ ในที่สุดภาพแสงอาทิตย์ส่องลงมายังร่องน้ำด้านหน้าและส่องตรงต่อมายังถึงระลอกริ้วของผืนทราย… ไม่รอช้าก็กลายเป็นอีกภาพหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นภาพที่น่าประทับใจที่สุดภาพหนึ่งตั้งแต่แรกเริ่มของวันเลยเสียนี่…

 

…พี่ฟ้า…แกวิ่งไล่ปูจนปูเหนื่อย… แกก็เหนื่อย… งานนี้เหนื่อยกันหมด … สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่ดำรงชีวิตอยู่บริเวณนี้ยังคงเป็นเจ้าบ้านที่อบอุ่นอยู่เสมอ ภาพนี้ก็เช่นกันที่ปูตัวน้อยออกมาเดินเล่นรับบรรยากาศยามเช้าเช่นเดียวกับพวกเรา ก่อนที่พวกเราจะตัดสินใจกลับไปถ่ายภาพหน้าหาดที่พักเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง นานมากแล้วกับตัวผมที่ไม่ได้ตื่นเช้าอย่างวันนี้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่จะตื่นเช้าทุกครั้งที่ได้มีโอกาสออกมาสัมผัสธรรมชาติไกล ๆ อากาศดีดี วันนี้ก็เช่นกันที่ช่วงเช้านี้เป็นเช้าที่มีอะไรให้น่าค้นหามากกว่าทุกวันที่ผ่านมา เหล่าฝูงปูจำนวนหลายสิบตัวออกมาใช้ชีวิตยามเช้าเช่นเดียวกับพวกเรา ภาพของฝูงปูที่เดินไปมาอยู่ริมทะเลเป็นภาพที่งดงามยิ่งนักสำหรับผม ความน่ารักของสัตว์โลกตัวน้อย ๆ ที่รู้จักอยู่รู้จักกินไม่เบียดเบียนกัน ขอเพียงแต่ได้ดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติที่ตรงไปตรงมาของพวกเขาเหล่านั้น… ก็คงพอ

 

…อีกหนึ่งเจ้าบ้านที่บินมาแต่เช้า “เหยี่ยวแดง”  เราสามารถพบเห็นได้โดยง่ายตามที่ราบทุ่งนา หรือไม่ก็ตามริมแม่น้ำ ชายทะเลเกาะแก่งต่าง ๆ  ซึ่งปกติแล้วจะบินอยู่สูงมากแต่กับในเช้าวันนี้ “เหยี่ยวแดง” เลือกที่จะมาบินคอยหาอาหารทั้งจากชาวบ้านที่จับปลาขึ้นมาหรือจะหาด้วยตัวของมันเอง โดยเราจะสังเกตุได้ว่าเมื่อเหยี่ยวแดงพบเห็นอาหารหรือกำลังหาอาหารอยู่นั้นก็จะบินเป็นรูปวงกลมและจะทำการบินดิ่งลงมาโฉบอาหารทันทีที่พบเหยื่อ เสียดายว่าภาพช่วงที่เหยี่ยวแดงบินโฉบปลาที่ชาวบ้านจับมานั้นผมถ่ายไว้ไม่ทัน

 

…หลังจากที่ผมมอบเวลาให้กับช่วงเช้าเรื่อยมาตั้งแต่เช้าตรู่จนตอนนี้ พวกเราทุกคนล้างหน้าล้างตาเพิ่มพลังงานกันเต็มที่ทุกคนแล้ว เราก็ขับรถมายังท่าเทียบเรือเพื่อเตรียมเดินทางมุ่งหน้าสู่ “หมู่เกาะกำ”  สถานที่ที่เป็นจุดมุ่งหมายในการเดินทางครั้งนี้… บริเวณท่าเทียบเรือนี้ยังมีศาลาเล็ก ๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านได้มานั่งพักผ่อนหย่อนใจ หรือจะมานั่งตกปลาก็สามารถทำได้… เสียงเครื่องเรือที่ดังอยู่ตลอดเวลายังคงพาพวกเรามุ่งหน้าต่อไปเรื่อย ๆ “บังหมาด” ได้พูดกับผมว่า “การออกเรือครั้งนี้เป็นการออกเรือครั้งแรกในรอบ 3 ปี”… พร้อมกับกล่าวต่ออีกว่า “ก่อนจะเกิดเหตุการณ์สึนามิขึ้นที่อช.แหลมสนนี้ยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาบ้าง แม้ไม่มากแต่ก็ไม่น้อยจนน่าใจหาย.. แต่หลังจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเกิดขึ้นอุทยานก็ได้รับความเสียหาย จนทุกวันนี้ก็ยังคงอยู่ในช่วงการปรับปรุง…”

…สิ่งที่แย่ที่สุดในเช้าวันนั้นที่ผมรับรู้ได้ทันทีเลยก็คือ … “เมื่อทางอุทยานยังไม่มีนโยบายให้นักท่องเที่ยวพักค้างอ้างแรมที่อุทยาน ก็อาจส่งผลให้จำนวนคนที่จะเดินทางมาพักลดน้อยลง  พอคนเดินทางมาน้อยลง ชาวบ้านชาวเรือชาวเลที่อยู่ที่นี่ก็ได้รับผลกระทบต่อกันไปเนื่องจากไม่มีใครว่าจ้างให้ออกเรือนำเที่ยว” ผมเองก็ได้แต่คิดว่าจะมีนักเดินทางผู้มาเยือนอย่างผมกันสักกี่คนที่ตั้งใจจะมาที่นี่จริง ๆ ในเมื่อสถานที่แห่งนี้ไม่ได้รับการส่งเสริมมากมายเหมือนกับที่ต่าง ๆ ที่โดนสึนามิด้วยกันมา… ดังนั้น พวกเราทั้ง 6 คนที่เดินทางมากันในวันนั้นขอทำหน้าที่เปิดมุมมองน่านน้ำทะเลอันดามันเหนืออีกหนึ่งแห่งให้เพื่อน ๆ ได้ตัดสินใจกันดูว่า “สถานที่แห่งนี้ควรจะถูกมองข้ามได้มากน้อยเพียงไร”…

…”เกาะค้างคาว” … เป็นเกาะแห่งแรกที่เราได้มาสัมผัสความงามกัน ชายหาดที่ขาวนวล ทรายที่นิ่มและทรุดตัวลงทุกก้าวของเราที่ได้เหยียบไปแต่ละก้าวเป็นสัมผัสที่มีความสุขจริง ๆ  พวกเราใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็ได้มาสัมผัสความงามของธรรมชาติอันบริสุทธิ์กันแล้ว นอกจากนี้เกาะค้างคาวยังมีพื้นที่บริเวณรอบ ๆ เกาะที่เป็นแหล่งชมปะการังและโลกใต้น้ำอันงดงามอีกด้วย ส่วนสาเหตุที่ได้ชื่อว่าเกาะค้างคาวก็เพราะบนเกาะนี้มี “ค้างคาวแม่ไก่” อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากนั่นเอง

…ณ.บริเวณหมู่เกาะกำแห่งนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 หมู่เกาะใหญ่ ได้แก่ หมู่เกาะกำใหญ่ และหมู่เกาะกำนุ้ย ตามลำดับครับ… โดยมีหมู่เกาะอีก 8 เกาะเล็ก ๆ อันได้แก่ เกาะหมู, เกาะเปียกน้ำน้อย, เกาะเปียกน้ำใหญ่, เกาะเทา, เกาะค้างคาว, เกาะล้าน, เกาะกำหนุ่ย และเกาะไข่ใหญ่….

…หาดทรายที่นิ่มละเอียดอันเกิดจากซากปะการังที่ตายแล้วและได้ถูกพัดขึ้นมายังฝั่ง… จะสังเกตุได้ว่าทรายจะมีสีขาวนวล … เท่าที่ผมเคยเดินทางมาที่จะได้เห็นชัดถ้าจะเอามาเปรียบเทียบกับที่นี่ก็คงเป็นหาดทรายหน้าเกาะแปด ที่อช.หมู่เกาะสิมิลัน… หรือไม่ก็หาดทรายหน้าเกาะราวี ที่อช.หมู่เกาะตะรุเตา… สำหรับผมแล้วสองที่นั้นขาวนวลแค่ไหน… ที่นี่ก็เหมือนกันแหละครับ…คลื่นสีขาวที่ซัดเข้าหาโขดหินมีเบื้องหลังคือท้องทะเลสีฟ้าใส… ทันทีที่ผมได้เหยียบเกาะค้างคาว สิ่งหนึ่งที่ผมรับรู้ได้เลยก็คือ “หาดที่นี่มันยังกับสวรรค์แน่ะ”…

…ก่อนการเดินทางมาที่นี่ผมได้พยายามค้นหาข้อมูลของหมู่เกาะรวมทั้งภาพถ่ายต่าง ๆ ของหมู่เกาะที่นี่ให้ได้เยอะสุด แต่กับพบได้ว่าแทบจะไม่มีเลย ความตั้งใจที่มีมากขึ้นกว่าเดิมก็คือการเดินทางมาที่นี่แล้วเก็บภาพไปให้ดีที่สุด ให้เป็นธรรมชาติและให้ตรงกับความจริงมากที่สุดเพื่อความไม่ต้องเคลือบแคลงสงสัยแก่ผู้ใดที่ต้องการเดินทางมา…

…มุมน่ารัก ๆ เล็ก ๆ บนเกาะค้างคาวที่กลายเป็นสตูดิโอกลางแจ้งให้เพื่อนและน้องของผมถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน แค่พื้นที่เล็ก ๆ หน้าหาดเกาะค้างคาวทำให้ผมได้ภาพสวย ๆ กลับไปอีกหลายภาพเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นภาพคนหรือทัศนียภาพต่าง ๆ ก็ตาม… ระหว่างนั้นในใจผมคิดไปพลางว่า “นี่แค่เกาะแรกยังสวยขนาดนี้ แล้วเกาะต่อ ๆ ไปล่ะ…จะงดงามสักแค่ไหนก็เชียว” หลังจากที่พวกเราทุกคนอิ่มเอมกันอย่างอิ่มหนำสำราญไปกับธรรมชาติอันสุดแสนจะบริสุทธิ์กันไปเต็มอิ่มแล้ว…

…”บังหมาด” ตะโกนเรียกน้องชายนายท้ายเรือให้หันเรือกลับมาเราพวกเราเพื่อเตรียมมุ่งหน้าออกเดินทางกันต่อ โดยเราจะไปกันที่ “เกาะกำตก” ดังนั้นถ้าพร้อมแล้วออกเดินทางกันไปต่อกับพวกเรากันเลยดีกว่าครับ เราใช้เวลาเดินทางกันอีกประมาณ 40 นาทีก็มาถึง “เกาะกำตก” …

…เดิมที “เกาะกำตก” แห่งนี้ครั้งก่อนเหตุการณ์สึนามิได้เป็นจุดที่ทำการอีกหนึ่งแห่งที่สามารถให้นักท่องเที่ยวมากางเต๊นท์นอนได้ โดยมีห้องน้ำห้องท่าได้ถูกสร้างไว้เพื่ออำนวยความสะดวก แต่แล้วพอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น… จุดนี้ก็เลยขาดการดูแลให้เป็นเหมือนที่เคยมา…

…จากจุดบริเวณร่มเงาใต้ไม้ใหญ่ที่ยังคงหลงเหลือจากร่องรอยสึนามิ พวกเราได้ใช้เกาะกำตกตรงจุดอ่าวเขาควายแห่งนี้เป็นห้องอาหารขนาดใหญ่ของพวกเรา… มีเสียงคลื่นบรรเลงแทนเสียงดนตรี มีขอนไม้เป็นเก้าอี้นั่งรับประทานอาหาร ที่มีเมฆสีขาว ๆ เป็นหลังคาขนาดใหญ่และเงาไม้เป็นหลังคาให้เรา และที่วิเศษที่สุดจอโทรทัศน์สีขนาดใหญ่ในตอนนี้คือเบื้องหน้าที่ที่สีของน้ำทะเลสองสีกลืนกันอย่างลงตัว ไล่ตั้งแต่สีเขียวจากทางด้านขวามากลายเป็นสีฟ้าทางด้านซ้ายสุดถ้าใครอยากเปลี่ยนช่องเปลี่ยนวิว ก็ใช้รีโมทเท้าเปลี่ยนช่องกันได้เลยไม่ตีกันแน่นอน…


…หาดทรายโคงเว้าสีขาว ทรายที่นิ่มละเอียด ปุยเมฆที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ กับวันที่ฟ้าสวยที่สุดวันหนึ่งในชีวิตการเดินทางของผม เมื่อช่วงสายของวันก็ประทับใจไม่รู้ลืมกับ “เกาะค้างคาว” ไปเรียบร้อยแล้ว แต่พอผมเจอ “เกาะกำตก” นี่เข้าไป  ผมยกหมดใจให้ที่นี่เลยครับ ทั้งในเรื่องความสดของธรรมชาติที่หลังจากคลื่นยักษ์ซัดไปธรรมชาติก็ค่อย ๆ กลับคืนสภาพแม้แนวต้นไม้จะหายไปมากมาย แต่ผืนท้องทะเลในวันนี้ก็กลับมาสดใสได้อีกครั้ง ผืนทรายที่สะอาดไร้ซึ่งเศษขยะหรือของเน่าเสีย คือสิ่งที่พิสูจน์และทำให้พวกเราทั้ง 6 เห็นได้ว่าเกาะกำตกแห่งนี้ “สะอาดและบริสุทธิ์จริง ๆ ”  การเดินทางจะมีความหมายมากขึ้นหากพวกเราช่วยกันดูแลต่อไป ฝากทะเลไว้กับทุกคนด้วยนะครับ…

…รอยยิ้มและเสียงหัวเราะในวันแห่งความสุขวันนี้ ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่เดินทางมาต่างประทับใจไม่แพ้กัน แต่ใครกันที่จะมีความสุขมากไปกว่าตัวเรา ดังนั้นผมเองก็อยากเชิญชวนให้เพื่อน ๆ ลองเจียดเวลาหาโอกาสมาเที่ยวพักผ่อนกันดูสักครั้ง… แล้วจะได้รู้ว่า “ทะเลระนอง” ไม่แพ้ที่ไหนในโลกเช่นกัน…

…กับอีกหนึ่งวันท่ามกลางน้ำทะเลที่ล้อมรอบตัวเรา มีเวิ้งฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาให้ทิ้งสายตาไว้ตรงเส้นขอบฟ้านั้น  มีเสียงคลื่นซัดสาด มีสายลมพัดผ่าน มีอะไรดีดีเยอะแยะเลย…และที่สำคัญมีวันดีดีที่ควรค่าแก่การจดจำเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวันในชีวิต … ผมรอคอยที่จะเดินทางมาที่นี่เป็นเวลา 4 ปีเต็มพอดิบพอดี… จากวันนั้นจนถึงวันนี้แม้จะเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์ขึ้นส่งผลให้สภาพทางธรรมชาติหลายอย่างต้องเสียไป… แต่ผมก็ดีใจที่อย่างน้อยได้ตามฝันอีกหนึ่งชิ้นได้สำเร็จ…

…จากความงามหนึ่งสู่อีกความงดงามหนึ่ง เราใช้เวลาบนเรือจากเกาะกำตกมุ่งหน้าสู่เกาะญี่ปุ่นแค่ไม่ถึง 20 นาที ก็ได้พบกับชายหาดสวรรค์บนฝั่งด้ามขวานทองของไทยอีกหนึ่งแห่งแล้ว ใกล้ ๆ กันอย่างนี้ประหยัดเวลาเดินทางได้ดีมากจริง ๆ “เกาะญี่ปุ่น”  แค่ชื่อเกาะก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าต้องมีอะไรสักอย่างเกี่ยวพันกับญี่ปุ่นเป็นแน่ ก็คือในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาะนี้ได้เคยเป็นเกาะที่ทหารญี่ปุ่นเดินทางมาตั้งฐานทัพในสงครามครั้งนั้น…

…ชายหาดที่เกาะญี่ปุ่นเป็นชายหาดสีขาวสะอาด บวกกับน้ำทะเลที่ใสสีเขียว ๆ ฟ้า เป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก… ตัวผมเองหลังจากที่ถ่ายภาพอยู่นานจนสะใจแล้วก็ขอเวลาส่วนตัวลงไปเล่นน้ำทะเลใส ๆ กันสักหน่อยเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ชีวิตและวงศ์ตระกูล …ที่เกาะญี่ปุ่นยังมีทีเด็ดอีกอย่างคือ… จะมีจุดที่เป็นเนินสันทรายมายามน้ำลดก็จะสามารถเดินเชื่อมจากเกาะเล็ก ๆ ถึงเกาะเล็ก ๆ ได้ด้วย…เสียดายว่าผมอยู่ไม่ถึงเวลานั้น… ขอเอาภาพฟ้าสวย ๆ ทะเลใส ๆ ให้ชมแทนแล้วกัน

…ในความเห็นและมุมมองโดยส่วนตัวของผมแล้วผมเคยจัดอันดับให้กับทะเลไทยในสายตาและความคิดส่วนตัวของผมที่เคยสัมผัสมากับตัว… ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยให้อันดับ 1 ในดวงใจของผมคือ “อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา”  เหตุผลที่ผมเลือกก็คงเพราะ หาดทรายหน้า “หาดพัทยาที่หลีเป๊ะ” ที่นิ่มราวกับใครเอาแป้งเด็กจอห์นสันมาโรยไว้ก็ดี หรือจะมีจุดชมวิวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาที่ “จุดชมวิวผาชะโด” ที่เกาะอาดังก็พระอาทิตย์ได้สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง หรือจะเป็นความเงียบสงบที่ “เกาะราวี” …

…แต่แล้วในวันนี้ผมกลับได้พบ “ทะเลในฝัน เกาะสวรรค์จริง ๆ ” ก็ที่นี่แหละครับ… และคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมคงต้องยอมเปลี่ยนอันดับ 1 ทะเลไทยของผมที่เคยผ่านมาเพื่อมอบให้แก่ “อุทยานแห่งชาติแหลมสน หมู่เกาะกำ” ให้เป็นทะเลในฝันของผมที่ตอบคำถามผมได้มากมายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่อ่งค่าใช้จ่าย การเดินทาง ความเงียบสงบส่วนตัว จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและตก ความสะอาดของธรรมชาติ ฯลฯ…

… ภาพทุกภาพในวันนั้นผมเก็บภาพไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีส่วนหนึ่ง…  แล้วก็เก็บภาพความทรงจำไว้ในส่วนหน้าบันทึกการเดินทางไว้ในสมองผมด้วยอีก… ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ใครอยากไปไหนก็ไป ใครชอบที่ไหนที่สุดไม่ใช่เรื่องสำคัญ… หากเที่ยวกันแล้วไม่ดูแล ไม่ช่วยกันรักษา ก็จงนอนอยู่บ้านกันเถอะ โลกจะได้ไม่เดือดร้อนไปกว่านี้… ช่วยกันรักษาเมืองไทยให้งดงามเพื่อวันต่อ ๆ ไปด้วยกันนะครับ

ป.ล. รำพึงทิ้งท้าย … จ.ระนองอย่างที่พวกเราทราบกันดีว่าเป็นจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนมากที่สุดดังนั้นการเดินทางที่สะดวกและเหมาะแก่การท่องเที่ยวจะอยู่ที่ราว ๆ เดือนธันวาคม – เมษายน ถ้าใครจะไปก็รีบ ๆ ไปกันหน่อยนะจ๊ะ… เวลามีน้อยไม่เคยคอยท่า ชักช้าไปคงไม่ดี ไปเที่ยวกันดีกว่า ไม่ต้องไปรอรี  ยังมีอะไรดีดีตั้งมากมาย… ดูแลสภาพแวดล้อม ลดขยะ ลดถุงพลาสติกกันด้วยนะคร๊าบบบ ถ้าสถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ที่คนไม่รู้จักแล้วถ้าผมเก็บที่นั้นไว้คนเดียวไม่ป่าวประกาศให้คนอื่นรู้…ผมเชื่อว่าสถานที่แห่งนั้นก็จะยังคงอุดมสมบูรณ์ สะอาดและไร้การรบกวนเหมือนที่เคย “แต่”  หากผมนำกลับมาเปิดเผย เปิดมุมมองให้ใครต่อใครได้ลองตัดสินใจแล้วได้เดินทางไป.. แต่หากปราศจากซึ่งการรับผิดชอบดูแลในระหว่างการท่องเที่ยว ผมเชื่อว่าให้สถานที่นั้นสวยแค่ไหนก็ “เละ” ได้สักวันแน่นอน

…ดังนั้นสิ่งที่ลงตัวที่สุดคือ “การที่ผมกลับมาบอกให้เพื่อนตัดสินใจ แล้วหากเดินทางไป เราก็ไปด้วยกัน ไปเพื่อ “แลดู” และ “ดูแล” … ให้ที่นั้น ๆ ยังคงความงดงามไว้เหมือนเดิม”… แหล่งท่องเที่ยวยังสวยเหมือนเดิม… ชาวบ้านได้มีรายได้เพิ่มเติม… กลับกลายเป็นว่ามีแต่ได้กับได้ทั้งนั้น..

…วิธีรักษาหนทางที่เราจะดูแลกันมีเยอะแยะหลากหลาย  ผมหวังแค่เพียง “ไม่อยากให้ จ.ระนองเป็นแค่ประตูสู่อันดามันใต้” ไม่อยากให้คนรู้ว่าทางใต้มีแค่ ทะเลกระบี่, ทะเลตรัง, สิมิลัน, หมู่เกาะสุรินทร์, ตะรุเตา ฯลฯ… หวังว่าภาพชุดนี้อย่างน้อยก็หนึ่งขอให้มีคนเดินทางไป จ.ระนองกันมากขึ้น… ผมช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ดีที่สุดได้เพียงเท่านี้แหละครับ…

 forzanu.


คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Bussaba Spa

2


ความได้เปรียบทางธรรมชาติส่งผลให้จังหวัดกระบี่ เป็นจังหวัด ฮอตฮิต ตลอดกาลอีกจังหวัดหนึ่งเช่นกัน หาดที่สวยงามทำให้บรรดานักท่องเที่ยวนิยมมาที่อาบแดดกันเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว แต่การอาบแดดใช่ว่าจะส่งผลดีให้กับผิวหนังเสมอไป ยิ่งกับคนไทยด้วยกันแล้ว แทบจะวิ่งหนีแดดกันเลย

แต่ความกังวลนั้นจะไม่เกิดขึ้น หากคุณมาให้ใช้บริการที่ Bussaba Spa ที่โรงแรม Twin Lotus Resort & Spa เกาะลันตาใหญ่ จังหวัดกระบี่ ด้วยความใส่ใจของผลกระทบก่อนและหลังการอาบแดด จึงจัดโปรแกรมต่างๆ มากมายที่เหมาะสมกับแขก ทั้งโปรแกรม การ Waxing หรือ Aloevera Body Wrap โปรแกรมที่ช่วยปรับสภาพผิว เพื่อไม่แสบร้อนผิวหลังการอาบดด นอกจากนี้ ยังตกแต่งสปาแบบไทย-บาหลี และแยกความเป็นส่วนตัวได้อย่างชัดเจน อาทิ


– ห้อง Nilubol ห้องสำหรับทำ Treatment เท้า
– ห้อง Nalinee ห้องนวดไทย
– ห้อง Pathummas ห้อง Treatment เดี่ยว
– ห้อง Sattabut ที่รวมทุกอย่างสำหรับการทำ Treatment ทั้งมือ และ เท้า
– ห้อง Steam รวม ซึ่งเป็นบริการพิเศษ สำหรับ แขกที่พักที่โรงแรม ทวินโลตัส รีสอร์ท แอน สปา นั้น สามารถใช้บริการได้ฟรี


และพิเศษสุด สำหรับ โซน VIP สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น ซึ่งภายในแบ่งเป็น 2 โซน โซนสำหรับการทำสปา หรือการทำทรีทเม้นท์ และ เตียงนวดไทย รวมถึง อ่าง Hydro Bath  ป็นอ่างที่ใช้สำหรับแช่น้ำแร่ ,น้ำนม พร้อมระบบไฮโดร ช่วยทำให้ผ่อนคลายยิ่งขึ้น

เพื่อการพักผ่อนชั้นเยี่ยมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน พร้อมรับบริการที่เอาใจใส่และเป็นมิตรจากพนักงาน ทำให้ Twin Lotus Resort & Spa เกาะลันตาใหญ่ จังหวัดกระบี่ มีการสำรองห้องพักและสปากันตลอดเวลา

ทวิน โลตัส รีสอร์ท แอนด์ สปา 199 หมู่1 หาดคลองดาว, ศาลาด่าน , เกาะลันตาใหญ่ จ. กระบี่
โทร 075-607000  แฟกซ์ 075-607099   บุษบา สปา โทร 075607000

199 Moo1, Klong Dao Beach, Saladan, Lanta Yai Island, Krabi 81150 Thailand
Tel : +66(0)75-607000  :: Fax : +66(0)75-607099 Bussaba Spa Tel.  66(0)75-607000

E-mail : info@twinlotusresort.com ::  Website : www.twinlotusresort.com



คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 


Bangkok Sky Resturant

8

 

     

        Bangkok Sky Restaurant เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารบุฟเฟต์นานาชาติที่ไม่ควรพลาด ณ โรงแรมใบหยกสกาย บริการท่านด้วยอาหารนานาชนิด ทั้งอาหารซีฟู้ด อาหารยุโรป อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารมุสลิม และอาหารไทยที่เลื่องชื่อ

 
      ห้องอาหารบางกอกสกาย ตั้งอยู่ชั้น 78 ของโรงแรมใบหยกสกาย ด้วยความสูงเกือบ 300 เมตร ทำให้มองเห็นวิวของกรุงเทพ จนสุดตา พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารได้อย่างจุใจ ในบรรยากาศที่สบายๆ เป็นกันเอง เหมาะสำหรับพาครอบครัวมาหรรษากันยิ่งนัก มีเอนเตอร์เทรนเนอร์ที่สร้างสีสัน อย่างโชว์มายากล , โชว์เคาะอุปกรณ์ต่างๆ จากวง Strom Brand สร้างความเพลิดเพลิน และความสุขในการรับประทานเป็นอย่างมาก เรียกว่าเจริญอาหารกันเลยทีเดียว

 

       ในเรื่องของอาหารไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว สำหรับความสดใหม่ และหากมีโอกาสมา แนะนำให้ลอง สปาเก็ตตี้ราดซอสเนื้อ สเต๊กปลาแซลม่อน ต้มยำกุ้ง และซีฟู้ด ที่ถือเป็นไฮไลท์ของห้องอาหารบางกอกสกาย ผักจากมุมสสัด ก็เป็นผักปลอดสารพิษจากโครงการหลวง ผลไม้สดๆหวานหอม ตามฤดูกาลและขาดเสียไม่ได้ อีกรายการที่น่าสนใจที่ชวนลิ้มลองไม่น้อยหน้าเลยเช่นกัน คือขนมไทยๆ ที่อยู่ในหม้อดิน จัดทำให้ทันที ถ้วยต่อถ้วย


สเต๊กปลาแซลม่อน                                            สปาเก็ตตี้ราดซอสเนื้อ


 ซีฟู้ด                                                                       ต้มยำกุ้ง

        อาหารมากกว่าร้อยรายการนี้ ไม่แพงอย่างที่คิด กับสิ่งที่คุณจะได้รับ ทั้งบรรยากาศ และอาหาร แถมคุณยังจะได้รับสิทธิพิเศษขึ้นไปชมวิวที่หอชมวิวชั้น 77 และที่ดาดฟ้า พื้นหมุน 360 องศา ของตึกใบหยกที่ชั้น 84 ได้ฟรี เห็นอย่างนี้แล้วก็ไม่อยากให้แฟน รายการเมืองไทย.คอม พลาดสิ่งดีๆ ที่เราตั้งใจนำเสนอ   การมาลองเช็ค หรือสำรองที่นั่งล่วงหน้า กันพลาดเพราะที่นี่คนจะเต็มตลอด 

     โทร. 0-2656-3000 , 0-2656-3456 กด 4  www.baiyokehotel.com   

         ห้องอาหารบางกอกสกาย เปิดบริการทุกวัน
         กลางวัน 11.00 – 15.00 น.  จันทร์ – ศุกร์ ราคา 370 บาท เด็ก 185 บาท 
                                           เสาร์ – อาทิตย์ ราคา 400 บาท เด็ก 200 บาท
         เย็น 17.30 – 22.00 น.      จันทร์ – อาทิตย์ ราคา 470 บาท เด็ก 235 บาท

 


คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

ล่องแก่งลำน้ำเข็ก

29

 

   

       นักท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่ชื่นชอบความท้าทายคงคุ้นเคยกับกิจกรรมแอดเวนเจอร์ “ล่องแก่ง” เป็นอย่างดี ยิ่งในช่วงระหว่างเดือน มิถุนายน – ตุลาคม ฝนจะตกชุก ระดับของน้ำในลำน้ำจะสูง ทำให้ผู้นิยมความตื่นเต้นเร้าใจต้องเข้าไปพิสูจน์ความมันส์กันซะให้หายอยาก

       บนถนนหมายเลข 12 ช่วงพิษณุโลก-หล่มสัก อ.วังทอง จ.พิษณุโลก เป็นถนนสายหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทั้งมือใหม่และมือเก่าเก๋าเกม มาท้าพิสูจน์กิจกรรมสุดมันอย่างล่องแก่ง เป็นจำนวนมาก …….. เกริ่นมาจนถึงขนาดนี้ หลายๆคนคงจะนึกออกกันแล้ว ว่าพูดถึงที่ไหน …….ใช่ค่ะ Trip นี้ เรากำลังจะพาเพื่อนๆไปท้าความกล้า ล่องแก่งที่ลำน้ำเข็ก จังหวัดพิษณุโลก โดย Pop Tour กัน

 

 

       กิจกรรมล่องแก่งลำน้ำเข็ก จังหวัดพิษณุโลก มีความสนุกสนานท้าทาย และได้รับการยกย่องจากบรรดานักท่องเที่ยวให้เป็นสายน้ำที่มีความสนุกสนาน ปลอดภัย และเหมาะสมสำหรับการล่องแก่งที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากมีความสะดวกสบายไม่ต้องเดินเท้าเข้าป่า ไม่ต้องแบกหามเรือยาง ไม่ต้องเตรียมเสบียง

 

     ส่วนการล่องแก่งลำน้ำเข็กของเราในวันนี้จะเริ่มต้นที่ท่าข้าม ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง ล่องไปสู่บริเวณตอนบนของน้ำตกแก่งซอง ความพิเศษอยู่ที่จะเริ่มต้นจากกระแสน้ำนิ่ง (ระดับ 1) และเข้าสู่ระดับน้ำที่มีความสนุกสนานท้าทายขึ้นตามลำดับจนกระทั่งถึงระดับสูงสุด (ระดับ 5) ในช่วงท้าย ลำน้ำนี้จะขนานไปกับทางหลวงหมายเลข 12 (สายพิษณุโลก-หล่มสัก) รวมระยะทางในการล่องแก่งประมาณ 8 กิโลเมตร ใช้เวลาล่องแก่งประมาณ 3 ชั่วโมง

 

ทีมเมืองไทย.คอม ก็ไม่พลาดที่จะขอทดสอบความมันส์

ใครอยากเสียวมากล่ะก็จองที่นั่งหน้าสุดไว้เลย แต่หากผู้ใดอยู่ไม่สุข
อยากสั่นสะเทือนกระเด้งกระดอนมากหน่อยก็จับจองที่นั่งด้านหลังเอาไว้กลิ้งกันได้

ส่วนคนที่ไม่ได้พายเรือ ความมันก็ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย เพราะต้องช่วยกันลุ้น
 และดึงตัวเพื่อพยุงเพื่อนๆ ไม่ให้ตกน้ำ

ค่อยๆเพิ่มความหฤหรรษ์เร้าใจไปเรื่อยๆพร้อมกับเสียงกรี๊ด
ที่ทวีความดังไปตามอารมณ์อันระทึกบนสายน้ำที่แดงและเชี่ยวกราด

ถึงจุดหมายปลายทางที่วนธารารีสอร์ท แอนด์ สปา เป็นอันจบการผจญภัยทางสายน้ำ

 

       ล่องแก่งที่ลำน้ำเข็กนี้สามารถล่องแก่งได้ในช่วงฤดูฝน คือช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคม ของทุกปี ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน เป็นกิจกรรมที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะได้รับฟังการแนะนำขั้นตอนต่างๆ รวมทั้งได้รับการฝึกหัด การพาย การลอยตามกระแสน้ำ การขึ้น-ลง แพยาง และการรับฟังคำสั่งนายท้าย

 

 

       ก่อนการลงล่องแก่ง นักท่องเที่ยวจะต้องสวมใส่ ปกรณ์ชูชีพ และหมวกนิรภัย ที่จะช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ นอกจากนี้ฝีฟายประจำเรือ คือ นายหัวและนายท้าย ยังได้ผ่านการอบรมหลักสูตรการล่องแก่งที่ได้มาตรฐานสากล Best practice จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

……………………………………………

 

       นอกจากการล่องแก่งที่สนุกสนาน และท้าทายแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้ชิมกาแฟแก่งซอง ซึ่งเป็นกาแฟท้องถิ่นพันธุ์อราบิก้า ต้นตำรับแท้ๆ ที่มีความเข้ม เติมด้วยความมัน และหวานหอม ตามแบบฉบับ “กาแฟแก่งซอง” ซึ่งเป็นกาแฟที่ปลูกอยู่ทั่วไปบริเวณตำบลแก่งโสภา จึงมีชื่อเรียกติดปากว่า “กาแฟแก่งซอง” ปัจจุบันกาแฟแก่งซองเป็นที่ยอมรับของคอกาแฟ ดั่งสโลแกนเก๋ๆ ว่า “ชิมกาแฟแก่งซอง ล่องแก่งลำน้ำเข็ก”

 

 

       ฟังดูก็แทบจะรอไม่ไหวที่จะได้ไปสัมผัสด้วยตนเองกันเลยใช่มั้ยหล่ะค่ะ เมืองไทย.คอมขอชวนเพื่อนๆนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจและรักการผจญภัยเป็นผู้พิชิตลำน้ำเข็กในครั้งหนึ่งของชีวิต ค่ะ

  

  • วนธารา เฮลท์ รีสอร์ท แอนด์ สปา
    โทรศัพท์ 02-318-8895-6 โทรสาร 02-318-8115 www.wanathara.com 

  • POP TOUR
    โทร 081-6803939 ,086-2008788 ,086-6752999 , 086-6754999  โทร/แฟกซ์ 055-293392

 

 

 


  

คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

……………………………………………..

 

วัดนครชุม

0

วัดนครชุม ตั้งอยู่บนถนนสายพิจิตร – สามง่าม – วังจิก (ทางหลวงหมายเลข 1068) ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 9 วัดนี้เป็นวัดที่สร้างในสมัยสุโขทัย มีอายุราว 800 ปี ด้านตะวันออกมีพระอุโบสถเก่าแก่มาก ก่อสร้างด้วยอิฐฉาบปูน เครื่องบนเป็นไม้โดยใช้สลักไม้แทนตะปู มีช่องระบายลมแทนหน้าต่าง พระอุโบสถหลังนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร ซึ่งปัจจุบันได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดท่าหลวง ปัจจุบันประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ก่ออิฐถือปูน ลักษณะแบบสุโขทัยเป็นพระพุทธรูปที่ใช้เป็นประธานในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในสมัยก่อน 

 

อุทยานเมืองเก่าพิจิตร

0

อุทยานเมืองเก่าพิจิตร อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7 กิโลเมตร เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของเมืองพิจิตรเก่า สร้างในสมัยพระยาโคตรบอง ประมาณปี พ.ศ. 1601 ภายในบริเวณกำแพงเมืองมีพื้นที่ประมาณ 400 ไร่เศษ  มีลักษณะเป็นเมืองโบราณ ประกอบไปด้วย กำแพงเมือง คูเมือง เจดีย์เก่า ฯลฯ มีสวนรุกขชาติกาญจนกุมารซึ่งกรมป่าไม้ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2520 ทำให้ภายในบริเวณอุทยานแห่งนี้มีต้นไม้ร่มรื่นหลายชนิดเหมาะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ  และภายในอุทยานยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นที่น่าสนใจ คือ

ศาลหลักเมือง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2520 อาคารแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ด้านบนจะเป็นที่ตั้งของศาลหลักเมือง ส่วนด้านล่างจะเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นของพระยาโคตรบองซึ่งชาวบ้านเรียกว่า พ่อปู่

วัดมหาธาตุ เป็นโบราณสถานก่อด้วยอิฐ ตั้งอยู่กึ่งกลางเมืองพิจิตรเก่า ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่านเก่า กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานของวัดนื้เมื่อ พ.ศ.2478 ประกอบไปด้วยพระธาตุเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงลังกา ภายในมีพระเครื่องชนิดต่างๆ ซึ่งได้ถูกลักลอบขุดค้นไป ด้านหน้าพระเจดีย์เป็นที่ตั้งของวิหารเก้าห้อง ด้านหลังพระเจดีย์เป็นพระอุโบสถ มีใบเสมา 2 ชั้น มีรากไทรเกาะอยู่ที่หน้าบัน หลังคาถูกต้นไม้ล้มทับหักลงมาองค์พระก็พลอยโค่นลงมาด้วย บัดนี้เหลือแต่ฐานอิฐสูง กรมศิลปากรดำเนินการขุดแต่งเมื่อพ.ศ. 2534 บริเวณใต้เนินดินส่วนวิหารได้พบสิ่งก่อสร้าง 2 ยุคสมัยคือสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยา บริเวณโดยรอบพบเจดีย์รายจำนวนมากและแนวกำแพงขนาดใหญ่

ถ้ำชาละวัน มีที่มาจากวรรณคดีเรื่อง ไกรทอง บทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 2 ลักษณะเป็นช่องขุดลึกลงไปในดิน มีเรื่องเล่าว่า เมื่อประมาณ 65 ปีมาแล้ว พระภิกษุวัดนครชุมรูปหนึ่งจุดเทียนไขเดินเข้าไปในถ้ำจนหมดเทียนเล่มหนึ่งก็ยังไม่ถึงก้นถ้ำ จึงไม่ทราบว่าภายในถ้ำชาละวันจะสวยงามวิจิตรพิสดารเพียงใด ในปัจจุบันดินพังทลายทับถมจนตื้นเขิน ทางจังหวัดได้สร้างรูปปั้นไกรทองและชาละวันไว้ที่บริเวณปากถ้ำด้วย

เกาะศรีมาลา มีลักษณะเป็นมูลดินคล้ายเกาะเล็กๆ อยุ่กลางคูเมืองนอกกำแพงเก่า มีคูล้อมรอบเกาะแต่ตื้นเขิน  สันนิษฐานว่าแต่เดิมน่าจะเป็นป้อม หรือหอคอยรักษาการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะตั้งอยู่นอกเมืองและอยู่กลางคูเมือง
 
การเดินทาง ใช้เส้นทางสายพิจิตร-สามง่าม-วังจิก  ทางหลวงหมายเลข 115 และ ทางหลวงหมายเลข 1068  ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 6

ไร่องุ่นดงเจริญ (ไร่องุ่นขจรฟาร์ม)

4

ไร่องุ่นดงเจริญ (ไร่องุ่นขจรฟาร์ม) ตั้งอยู่ที่ ถนนตลิ่งชัน-บึงสามพัน อยู่ห่างจากขจรฟาร์ม (ฟาร์มนกกระจอกเทศ) ประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นไร่องุ่นพันธุ์ดี ในพื้นที่ 200 ไร่  พันธุ์ที่มีชื่อเสียงคือพันธ์แบล็คควีน  เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทิวทัศน์ที่สวยงามของไร่องุ่น  ได้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกองุ่นทั้งสำหรับทำไวน์ องุ่นทานเป็นผลสดๆ  ชมโรงบ่มไวน์  ที่ไร่องุ่นนี้ จะออกผลให้ซื้อทานได้ในช่วง มีค.-เมย. กค-สค. และช่วงที่ออกผลดีที่สุด คือช่วงพย.-ธค. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5663 3555-6, 0 2673 1153-4, 08 1675 4345
 
การเดินทาง  ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 11 ถึงแยกบางมูลนาก-ตากฟ้า-นครสวรรค์ เลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ 13 กม.

บึงสีไฟ

0

บึงสีไฟเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ มีเนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่  และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง และชมพระอาทิตย์ตก กลางบึ่งสีไฟ ในยามเย็น บึงสีไฟถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งแรกของจังหวัดพิจิตร  นอกจากนั้นภายในบึ่งสีไฟยังมีสถานที่น่าสนใจอื่นๆ อีก เช่น

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ พิจิตร สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวโรกาสพระชนมายุครบ 80 พรรษา เมื่อ พ.ศ. 2527 มีเนื้อที่ 170 ไร่ เป็นสวนพักผ่อนริมบึงสีไฟ มีสะพานทอดลงน้ำสู่ศาลาใหญ่ที่จัดไว้เป็นที่พักย่อน  นักท่องเที่ยวนิยมมาให้อาหารปลาและชมอาทิตย์อัสดง

รูปปั้นพญาชาละวัน เป็นรูปปั้นจระเข้อยู่ด้านหน้าบึงสีไฟ ที่มีความยาวถึง 38 เมตร กว้าง 6 เมตร สูง 5 เมตร ภายในตัวจระเข้นี้ทำเป็นห้องประชุมขนาด 25-30 ที่นั่ง


          สถานแสดงพันธุ์ปลาเฉลิมพระเกียรติ ลักษณะอาคารเป็นรูปดาวเก้าแฉก ยื่นลงไปในบึงสีไฟ ภายในประกอบด้วยตู้แสดงพันธุ์ปลามากกว่า 20 ชนิด  และมีการสับเปลี่ยนชนิดของปลาเป็นประจำ นอกจากนั้นตรงส่วนกลางของอาคารยังทำเป็นช่องเปิด สำหรับชมปลาในบึงสีไฟซึ่งมีพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ มาชุมนุมเป็นจำนวนมาก  เพื่อรอกินอาหารที่นักท่องเที่ยวโปรยให้กิน   สถานแสดงพันธุ์ปลาเฉลิมพระเกียรติ  อยู่ในความดูแลของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพิจิตร เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ วันธรรมดาตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. วันหยุดราชการตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น.  โทร. 0 5661 1309 www.fisheries.go.th/if-phichit

        ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมืองจังหวัดพิจิตร จำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึกต่างๆ ที่ชาวบ้านผลิตขึ้นเอง เช่น เครื่องสานจากผักตบชวา ผ้าทอบ้านป่าแดง มะขาวแก้วสี่รส ฯลฯ เปิดจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวทุกวันเว้นวันจันทร์ โดยจะเปิดตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. 

 

วัดห้วยเขน

0

วัดห้วยเขน ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยเขน อยู่ห่างจากอำเภอประมาณ 8 กิโลเมตร ไปตามถนนสายบางมูลนาก – วังงิ้ว ภายในวัดมีโบสถ์เก่าซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ไว้ ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับเรื่องพุทธประวัติเรื่องรามเกียรติ์ เป็นภาพของเก่าโบราณที่ยังไม่มีการตกแต่งเพิ่มเติมใดๆ

วัดท่าหลวง

0

วัดท่าหลวงเป็นวัดสำคัญของจังหวัดพิจิตร อยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก ถนนบุษบา ใกล้ศาลากลางจังหวัดเก่า  วัดนี้สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2388 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยเชียงแสน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ มีพุทธลักษณะงดงามมาก มีหน้าตักกว้าง 1.40 เมตร สูง 1.60 เมตร เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่เมืองพิจิตร ประวัติมีอยู่ว่า พระพิจิตร ซึ่งเป็นเจ้าเมืองอยากได้พระประธานมาประดิษฐานที่เมืองพิจิตร ในโอกาสที่ทัพกรุงศรีอยุธยาได้เดินทางผ่านเมืองพิจิตรเพื่อไปปราบขบถจอมทองเมืองเชียงใหม่ พระพิจิตรจึงได้ขอร้องแม่ทัพว่า เมื่อปราบขบถเสร็จแล้วให้หาพระพุทธรูปมาฝาก ดังนั้น เมื่อเสร็จศึก แม่ทัพนั้นจึงได้อาราธนาพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรลงแพลูกบวบล่องมาทางแม่น้ำปิง โดยฝากเจ้าเมืองกำแพงเพชรไว้ ต่อมาจึงได้อาราธนาหลวงพ่อเพชรมาประดิษฐานไว้ ณ อุโบสถวัดนครชุมก่อน แล้วจึงย้ายมาประดิษฐานที่พระอุโบสถวัดท่าหลวง อำเภอเมืองพิจิตร จนถึงปัจจุบัน  พระอุโบสถจะเปิดให้ประชาชนเข้านมัสการหลวงพ่อเพชรได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น.

วัดโพธิ์ประทับช้าง

0

วัดโพธิ์ประทับช้าง เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2242-2244 ในสมัยสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี(ขุนหลวงสรศักดิ์หรือพระพุทธเจ้าเสือ)พระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน ณ สถานที่ประสูติของพระองค์
 วัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำพิจิตรเก่า หน้าวัดมีต้นตะเคียนซึ่งกล่าวกันว่ามีอายุราว 260 ปี  วัดโดยรอบได้ 7 เมตร 60 เซนติเมตร หรือ 7 คนโอบ ภายในวัดมีพระวิหารสูงใหญ่ มีกำแพงล้อมรอบ 2 ชั้น เป็นศิลปะแบบอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478 นอกจากนี้ชาวอำเภอโพธิ์ประทับช้าง ได้สร้างอนุสาวรีย์พระพุทธเจ้าเสือไว้เป็นที่ระลึก ข้างที่ว่าการอำเภอโพธิ์ประทับช้างอีกด้วย
 
การเดินทาง วัดนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 27 กิโลเมตร ไปตามถนนสายพิจิตร – วังจิก(ทางหลวงหมายเลข1068) ประมาณ กม.ที่ 12-13 เลี้ยวแยกซ้ายไปทางอำเภอโพธิ์ประทับช้าง (ทางหลวงหมายเลข 1300) ก่อนถึงตัวอำเภอจะมีทางแยกซ้ายมือเข้าไปอีก 4 กิโลเมตร ถึงวัดโพธิ์ประทับช้าง

วัดพระพุทธบาทเขารวก

0

วัดพระพุทธบาทเขารวก ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 ตำบลวังหลุม อยู่ห่างจากอำเภอตะพานหินไปประมาณ 10 กิโลเมตร ภายในวัดมีรอยประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งจำลองมาจากวัดพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี และมี พระอาจารย์โง่น ไสรโย พระเกจิอาจารย์ชื่อดังจำพรรษาอยู่ ซึ่งท่านเป็นผู้สร้างพระพุทธวิโมกข์ปางสมาธิ มอบให้โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีกลองที่ทำด้วยไม้ประดู่ใหญ่ที่สุดในโลก และรูปปั้นฤาษีอายุ 1,000 – 1,500 ปี ซึ่งเป็นหินศิลาแลงจากลุ่มแม่น้ำเขิน ภายในวัดยังมีสวนสัตว์ขนาดเล็กซึ่งมีสัตว์หลายชนิดไว้ให้ชมและศีกษาอีกด้วย

MUST READ

พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ (จ.แพร่) พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ ริเริ่มโดยนายโกมล พานิชพันธ์ นักสะสมผ้าโบราณชาวอำเภอลอง โดยนายโกมลได้สะสมผ้าโบราณชนิดต่างๆของ "เมืองลอง" และผ้าโบราณของชุมชนต่างๆใกล้เคียง จนกระทั่งร่วมมือกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดแพร่ จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีพื้นบ้าน สาขาสิ่งทอ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ เมื่อปีพุทธศักราช 2535 จากนั้นจึงได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณให้บุคคลทั่วไปชมในวันที่ 12 สิงหาคม 2535 พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 5 ส่วน ส่วนที่ 1...

ที่พัก-สปา