:: เมืองไทย.คอม :: ท่องเที่ยว อร่อยเมืองไทย ที่พัก Web Magazine & TV

Archive for พฤศจิกายน, 2008

17 ตรื้ดๆ

VOYAGE November 2008 ฉบับที่ 10 ปีที่ 2

by Ich Soithong on พ.ย..28, 2008, under ท่องเที่ยว



VOYAGE Travel & Lifestyle (November 2008)
           With the wing of love ลัดฟ้าไปหารัก มองฟ้ามีแต่แต่ดาว วับวาวพราวไสว
 

 

      ชายหาดชะอำวันนี้ คงไม่มีที่ไหน เก๋ เท่ เท่ากับ ALILA อีกแล้ว
ด้วยฝีมือการออกแบบของคุณดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิคฝีมือดี
ผุ้ฝากผลงานสวยๆ ไว้มากมาย ALILA จึงเป็นรีสอร์ทที่เรียกว่า
Trendy ที่สุด

       ที่ดึงดูและสะกดให้ผมและเธอประทับใจในความสง่างามและรียบง่ายของโครงสร้างกำแพงมีดรงเป็นเหล็กเส้น ภายในบรรจุก้อนหิจขนาดเขื่องเกิดเป็น Texture ยาวสุดสายตา รับกับบ่อน้ำด้านบนหลังคาของ Spa ซึ่งจุดกึ่งกลางบริเวณใกล้ล๊อบบี้ เวลา 3 ทุ่มจะมีไฟพุ่งออกมาทุกวันช่วยให้องค์ประกอบครบบริบูรณ์ ทั้ง ดิน (หิน) น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้ง 4 ที่สร้างชีวิตขึ้นบนโลก


Origin
ภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ สู่เจเนอเรชั่นใหม่

       สิ่งของหาง่ายๆ รอบ ตัวถูกประยุกต์ดัดแปลงเป็นเครื่องใช้สอยโดยไม่ต้องลงทุนมากนัก
อย่างกระบวยอะลูมิเนียมต่อด้ามไม้ยาวขนาดเหมาะมือ ไม้ไผ่ลำเล็กนำมาฉีกปลาย สานขัดกันเป็นตะแกรงสำหรับตักฟอง หรือจะเป็น “ขวบวน”ไม้สำหรับกวนน้ำตาล รวมไปถึงเครื่องจักหน้าตาแปลกๆ
 

 

Check InAka สวีทหวานกลางอ้อมกอดแห่งขุนเขา

       หลายคนติดใจมนต์แสน่ห์ของเมืองเก่านาม “หัวหิน” เพราะน้ำทะเลสีฟ้าใสและบรรยากาศสุดแสนคึกคัก จนต้องหาโอกาสกลับมาเยือนหลายครั้งหลายครา แต่น้อยคนนักจะรู้… ยังมีพื้นที่ส่วนตัวสำหรับผู้แสวงหาความสงบได้ใช้เวลาพักผ่อนสวีทหวานกับคนรู้ใจเพียง 10 นาทีจากตัวเมืองเท่านั้น

 

   Breath Taking           Fountain Tree Resort an adventurous enjoyment … in a bachelor boy way ทริปหรรษา  ประสาคนโสด ฟาวน์เท่าน ทรี รีสอร์ท คาวบอย & แอดเวนเจอร์ เวิร์ล
 

 


   Nice Break       ลองจินตนาการถึงบรรยากาศในวันสุดสัปดาห์ของคุณกับการนั่งชิลป์ๆ รับลมริมทะเลหัวหิน เคล้าซีฟู้ดรสชาติเยี่ยม พลางกระดกเครื่องดื่มเย็นๆ ชื่นใจผ่านลำคอ คงทำให้วันหยุดของคุณเป็นได้มากว่าวันพักผ่อนธรรมดาๆ
 

 


Voyage Travel & Lifestyle
 

 www.voyagetravelmag.com
 

Leave a Comment more...

274 ตรื้ดๆ

Moon Light Bay Guesthouse (อ่าวแสงจันทร์)

by chaomuang on พ.ย..28, 2008, under Hotel Resort and Spa, ภาคกลาง

ไม่น่าแปลกใจครับที่นักเดินทาง นักท่องเที่ยวทั้งหลาย หลงใหลเมืองกาญจนบุรี ไม่ว่าจะเป็นคนที่ผมรู้จัก ตอนนี้ก็ย้ายบ้าน ไปอยู่ที่โน้นซะแ้ล้ว

แล้ววันนี้ก็มี Guest House ใหม่เกิดขึ้น ชื่อ MOON LIGHT BAY GUEST HOUSE จากที่ได้สัมภาษณ์คุณคนึงสุข ยูสวัสดิ์ หนึ่งในเจ้าของ Guest House นี้   เล่าให้ผมฟังว่า จุดที่ตั้งของ Guest house เป็นจุดที่สวยงามมากๆ มีทะเลสาบอยู่ด้านหน้า ซึ่งเมื่อพระจันทร์ขึ้น FULL MOON  ความงามของธรรมชาติก็จะปรากฏต่อสายตาทุกๆคน และนี้ก็เป็นเหตุผลที่ Guest House นี้มีชื่อว่า “MOON LIGHT BAY” Guesthouse

ภาพถ่ายที่นำมาแสดงนี้เกิดจากเหล่าแขกที่เคยไปพักส่งมาให้ที่ Guest House จึงได้รวบรวมนำมาแสดงให้ชมกัน หาก เมืองไทย.คอม มีโอกาสงามๆ จะแวะไป Review และกลับมา Comment ให้ท่านผู้ชมและท่านผู้อ่านทั้งหลายต่อไป

หากใครสนใจสถานที่พักผ่อนสงบๆ เพื่อหลบเลี่ยงความวุ่นวายในเมืองหลวงนี้ ขอให้ Moon Light Bay Guesthouse นี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นะครับ


การเดินทาง : กรุงเทพ – กาญจนบุรี 130 กม.
โดยรถเขนส่งมวลชนปรับอากาศที่ขนส่งสายใต้ ออกเดินทางทุก 15 นาที หรือ โดยรถตู้ ขึ้นได้ที่หน้า รร.พาเลส ถนนราชดำเนิน และขึ้นรถโดยสารต่อเพื่อมายังอำเภอ ศรีสวัสดิ์

หมายเหตุ
:
เพื่อความสะดวก ติดต่อที่พักเพื่อรับท่านที่ท่ารถ (ค่ารถรับส่งอยู่นอกรายการค่าที่พัก)

แผนที่ http://www.moonlightbayguesthouse.com/images/map.jpg

MOONLIGHT BAY GUESTHOUSE
99/1 Dan Mae Chalab Moo 5, Amphur SriSawat, Kanchanaburi, 71250 Thailand
คุณ คนึงสุข ยูสวัสดิ์

Mob/มือถือ
081-3417034 หรือ 081-8278439 และ 081-8573700
E-mail : info@moonlightbayguesthouse.com
Website : www.moonlightbayguesthouse.com

20 Comments : more...

16,855 ตรื้ดๆ

บ้านน้ำเคียงดิน

by chaomuang on พ.ย..27, 2008, under Delicious

 

 

 

เมื่อนึกถึงดินเนอร์แสนหวานใต้บรรยากาศแสนโรแมนติกหนึ่งในร้านอาหารที่เหมาะกับบรรยากาศแสนอบอุ่นที่ดีที่สุดเห็นจะเป็นร้านอาหาร บ้านน้ำเคียงดิน ที่อยู่เคียงคู่บนถนนอักษะ ถนนที่สวยที่สุดในประเทศไทย ตกแต่งด้วยกลิ่นอายของหมู่บ้านชนบทของอเมริกัน บรรยากาศมีทั้ง indoor – outdoor ให้ความรู้สึกดีไม่แพ้กันรื่นรมย์ด้วยแมกไม้นานาพันธุ์พร้อมสนามกว้างและสระน้ำขนาดใหญ่ที่มีทั้งหงส์ดำ, หงส์ขาว ,เป็ด และกระต่ายที่แสนน่ารักไว้ดึงดูดเด็กๆ ให้ใกล้ชิดกับสัตว์และธรรมชาติยิ่งขึ้น

 

ด้านอาหารก็ไม่ยอมแพ้และน้อยหน้าบรรยากาศ อาทิ เช่น ขาหมูเยอรมัน (260.-) เสริฟพร้อม ซาวเค้าว์ และมันผัด ขาหมูกรอบนอกนุ่มใน พร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด กับน้ำจิ้มเกรวี่เมนูนี้เป็นพระเอกของร้านเพราะเห็นมีทุกโต๊ะเลยค่ะถือว่าไม่ควรพลาดอย่างแรง ยิ่งทานคู่กับเบียร์เยอรมันแล้ว โอว… สุดจะบรรยาย

ซี่โครงหมูอบกาแฟ (340.-) เสริฟพร้อมมันบดและราดน้ำกาแฟอบน้ำผึ้งหยดด้วยน้ำเฟรสโต้รอบข้าง หอมหวาน เนื้อหมูไม่ติดกระดูกทานง่าย
ไส้กรอกรวม (200.-) เห็นแค่ 4 ชิ้น เนี่ยก็อิ่มได้เลยค่ะ เสริมพร้อม ซาวเคาว์และมันผัด

นอกจากอาหารฝรั่งทานเข้าบรรยากาศแล้ว อาหารไทยก็มีค่ะ ปลากระพงนอนสบาย (280.-) เมนูนี้เหมาะทั้งสำหรับกับแกล้มและทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ เป็นปลาสด ทอดทั้งตัว ราดด้วยน้ำยำมะม่วงผสมเนื้อสัประรดและถั่วลิสง
ปูเนื้อหลน ราคาตามน้ำหนัก ปูเนื้อทั้งตัว ต้มในกะทิ ใส่หมูสับ เสริฟพร้อมด้วยผักสด และขมิ้นขาว หวามมันอมเปรี้ยว เนื้อปูสดและเนื้อแน่นมาก

ปลากะพงกิเล (280.-) เป็นปลาสดเลาะก้างใส่เห็ดหอมแฮมและหน่อไม้ นึ่งซีอิ้ว หวานเค็มกลมกล่อม

เมนูขนมที่ไม่ควรพลาดเลย กับ กล้วหอมทอด (90.-) หั่นกล้วยเป็นชิ้นแล้วชุบแป้งทอด โรยหน้าด้วยผงแป้งไอซ์ซิ่ง อร่อยมาก

———————————————————————————————————-

 

ตั้งแต่วันที่ 2 – 6 ธันวาคม 2551 นี้ ไม่ควรพลาดกับงานเทศกาล HOFBEAU MUSIC FESTIVAL ดื่มด่ำกับบรรยากาศแนวการ์เด้นคันทรี่พร้อมฟังดนตรีดั้งเดิมจากแคว้นบาวาเรียนำทีมโดยนักดนตรีที่บินลัดฟ้ามาจาก HOFBRAUHAUS ซึ่งเป็นโรงเบียร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของแคว้นบาวาเรียประเทศเยอรมันนี ทั้ง เบียร์ weissen Beer เบียร์ผลไม้ (ขาว) และ เบียร์ Hofbean Beer เบียร์สมุนไพร (ดำ)

ขอบอกไว้ก่อนเลยน่ะค่ะ ว่าควรมาเร็วๆ หน่อยค่ะยิ่งเฉพาะวันหยุดด้วยแล้วละก็ลูกค้าจะเยอะมาก แต่ไม่เห็นมีใครบ่นว่าไกลซักคำ แถมยังยืนรอต่อคิวได้นานๆ แสดงว่าบ้านน้ำเคียงดิน เป็นที่ประทับใจของใครๆ หลายๆ คน ขอแอบกระซิบค่ะว่าเป็นร้านประจำของคนดังหลายๆคนเลยทีเดียว เมืองไทย.คอม ขอรับรองในการบริการว่าที่นี้บริการดีมากค่ะ รวมถึง เจ้าของร้าน และพนักงานน่ารักมากทุกคน

ขอฝากเกล็ดเล็กๆ ว่าบ้านน้ำเคียงดิน ยังใส่ใจในธรรมชาติ ขยะทุกชิ้นนำผ่านกระบวนการขั้นตอนการย่อยสลายอย่างถูกต้อง เหมาะกับเศรษฐกิจบ้านเรายิ่งนัก ระบบการบำบัดมีประโยชน์เป็นแบบอย่างที่ดี ของร้านอาหารและองค์กรได้เชียวค่ะ

บ้านน้ำเคียงดิน เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 16.00 – 24.00 สำรองที่นั่งกันก่อนได้ 081-2963377 หรือ 02-4413837

คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

27 Comments : more...

550 ตรื้ดๆ

เขาสมอปูนทริปนี้มันส์สุดตีน กับการเดินทางสั้นๆแต่มากมายเหนือคำบรรยาย

by chaomuang on พ.ย..27, 2008, under ท่องเที่ยว, สถานที่

 


 

ทริปนี้มันส์สุดTeen กับการเดินทางสั้นๆ แต่มากมายหนือคำบรรยาย โดยนายต่อจาก เมืองไทย.คอม

มีโอกาสได้ไป เขาสมอปูน แห่งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ดินแดนมรดกโลกที่ได้รับการยกย่องว่าอุดมสมบูรณ์มากๆ ตามคำเชิญของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เขต 8 สำนักงานจังหวัดนครนายก ปราจีน สระแก้ว เป็นระยะเวลา 2 คืน 3 วัน กับระยะ ทางทั้งหมด 22 กิโลเมตร

 

 


เบื้องหน้าคือเทือกเขาสมอปูนที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

       เราเริ่มต้นเดินทางจากบริเวณด่านเนินหอม มุ่งหน้าสู่อ่างเก็บน้ำคลองไม้ปล้อง จุดเริ่มต้นเดินเท้า โดยมีเจ้าหน้าที่จากอุทยานฯ เขาใหญ่เป็นคนนำทาง ซึ่งเป็นจุดที่เราต้องใช้เส้นทางเดินเท้าเพื่อขึ้นไปสู่ยอดสมอปูน ช่วงแรกเป็นการวอร์มอัพร่างกาย เดินสบายๆ จนถึงเชิงเขา เมื่อเริ่มเข้าสู่เส้นางแห่งป่า การเดินทางที่แท้จริงก็เริ่มต้น และเมื่อมื้อเที้ยงผ่านพ้นไป ความมันส์ก็เริ่มต้นขึ้น ความชันของขุนเขา บวกกับสายฝนเริ่มโปรยปราย เมื่อผืนดินได้รับความชุ่มช่ำจากสายฝน ก็ทำให้การเดินทางของพวกเราลำบากขึ้นไปอีก เพราะทั้งลื่น ทั้งเปียก และน้ำหนักของเป้ที่สะพายอยู่บนหลังอีก ยี่สิบกว่าโล นอกจากฝนแล้ว ลมที่กันโชกยอดไม้ ยังทำต้นไผ่ให้ล้มลงมาทับเส้นทางเดิมจนต้องหาเส้นทางเดินใหม่เพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางของพวกเรา หลังจากบุกป่า ฝ่าดงมาได้สักพัก(ใหญ่ๆ) ก็มาถึงบริเวณใต้หน้าผา ที่เราพอจะปีนขึ้นไปได้(อย่างลำบาก) จึงตัดสินใจปีนป่ายไต่ตามหน้าผา มุ่งหน้าสู่จุดตั้งแคมป์ จนในที่สุดก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะหมดไปเราก็มาถึงจุดพักค้างแรมริมลำธารเล็กๆ…

       เช้าตรู่ของวันใหม่มาพร้อมกับ เสียงปลุกจากพี่หมู แห่งสาริกา หลังจากล้างหน้า แปรงฟัน ด้วยน้ำเย็นแห่งลำธารใสกลางป่า ที่ทำให้สดชื่นขึ้นมา กาแฟหอมๆ ร้อนๆ ก็ทำให้กระปรี้กระเปร่ามากยิ่งขึ้น จากนั่นก็พากันออกเดินมุ่งหน้าไปยังลานสุริยันต์ เพื่อชื่นชมกับความงดงามของดอกไม้ บนยอดภูแห่งนี้ เราใช้เวลาเดินเท้า ประมาณ 30นาทีก็ถึง แล้วก็แยกย้ายกันบันทึกภาพความงามของดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่บนทุ่งแห่งนี้  พอช่วงสายๆ กลับมายังแค้มป์ กินข้าวก่อน ออกเดินทางกันต่อไปยังจุดแค้มป์บริเวณน้ำตกหินดาด ระหว่างทางก็พบ “สิงโตพัดแดง” พี่เค้าบอกว่าหายากมาก เราเดินผ่านทุ่งมาหลายต่อหลายทุ่ง เวลาล่วงเลยมากว่าค่อนวัน พวกเราก็แวะเติมพลังกัน จากนั่นสายฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนัก แต่เราก็เดินทางกันต่อ มุ่งหน้าสู่ บริเวณน้ำตกหินดาด หลังจากกางเต้นท์เรียบร้อย ก็ไปอาบน้ำนั่งแช่น้ำตก แล้วก็เตรียมมื้อค่ำ คืนนี้มีกับข้าวหลายอย่าง ตบท้ายด้วยลูกเดือยต้มกะทิ กับถั่วเขียวต้ม แหล่มมากๆ…

       เช้าวันสุดท้ายเราตื่นกันแต่เช้า บางคนก็ถือกล้องออกไปเก็บภาพ บางคนก็เตรียม มื้อเช้า หลังจากเติมพลังกันจนอิ่มท้อง เราก็มุ่งหน้าสู่หน่วยพิทักษ์ป่าคลองเพกา ผ่านไปยังทุ่งหงอนนาค ระหว่างเส้นทางเดินเท้าส่วนใหญ่ป่าแถบนี้ดงไผ่ที่กำลังจะปรับสภาพเพื่อฟื้นฟูอีกครั้ง ในที่สุดการเดินทางเพื่อสำรวจดอกไม้ที่เขาสมอปูนในครั้งนี้ ก็สำเร็จลุล่วงด้วยดีทุกประการ ต้องขอขอบคุณ ททท.สำนักงานนนครนายกอีกครั้ง ที่ช่วยสนับสนุนต่างๆจนการทำงานสำรวจในครั้งนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ…

Download ไฟล์ Google Earth .KMZ

ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ร่วมเดินทางทุกคนครับ

tor. เมืองไทย.คอม

8 Comments :, , more...

8 ตรื้ดๆ

Gourmet & Cuisine Nov 2008

by chaomuang on พ.ย..26, 2008, under หนังสือ - แม็กกาซีน


 

       เชื่อว่าเมื่อพูดถึงอาหารอินเดีย หลายคนที่ไม่ชอบกลิ่นรสฉุนแรงของเครื่องเทศสมุนไพรจะบ่ายหน้าหนีทันที อาการนี้เคยเกิดขึ้นกับผู้เขียนเมื่อสิบหว่าปีก่อนเหมือนกัน แต่พอมีโอกาสได้ลิ้มรสชาติของอาหารอินเดียแท้ๆ แต่เพียงครั้งแรกที่ลิ้นได้สัมผัสรส ท่าทีต่ออาหารชาตินี้ก็เปลี่ยนไปเป็นที่ชื่นชอบตั้งแต่นั้นมา โดยเฉพาะไก่ย่าง-ทันดูรีอวลกลิ่นหอมเครื่องเทศ และเครื่องดื่มเรียกความสดชื่นที่เรียกว่า Lassi นั้นพูดถึงทีไรก็เรียกน้ำย่อยในกายให้ทำงานทุกที

       Gourmet & Cuisine ฉบับนี้เป็น Culinary Passage Through India ก็ว่าได้ เพาะในเรื่องของอาหารการกินนั้น อินเดียไม่เพียงมีเอกลักษณ์ของรสชาติที่เผ็ดร้อนไปด้วยกลิ่นของเครื่องเทศเท่านั้น หากแต่วิธีการปรุงอาหารก็ยังมีความเป็นเฉพาะตัวที่ต่างจากอาหารชาติอื่นๆ แม้กระทั่งประเทศในแถบเอเชียด้วยกันก็ตาม และที่สำคัญดินแดนเหนือจรดใต้ของอินเดียซึ่งได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมที่หลากหลายนั้นก็ยังมีความแต่กต่างหลากหลายในวิถีการปรุงและการกินมากเข้าไปอีก แต่ในความหลากหลายและแตกต่าง สิ่งที่ยังคงเอกลักษณ์ของอาหารแห่งดินแดนภารตะไว้ได้ไม่เสื่อมคลายก็คือความเชื่อและศรัทธาอย่างแรงกล้าในวิถีของการใช้เครื่องเทศผสมผสานอยู่ในอาหารที่มีความสำคัญประหนึ่งยากรักษาโรคที่เหมือนกันนั่นเอง ซึ่งเป็นความอัสจรรย์ที่ทำให้ต้องหยิบยกวัฒนธรรมอาหารของอินเดียมานำเสนอให้ผู้อ่านได้ทราบกัน

       ในฉบับนี้ Gourmet & Cuisine ได้นำเสน่ห์ของอินเดียในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ท่องเที่ยวในประเทศที่พาท่องพาหุรัด ถูวิถีชีวิตและประเพณีปฏิบัติในชุมชนเล็กๆ ของชาวภารตะที่ยังรักษาวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นไว้ได้อย่างเหนียวแน่นน่าทึ่ง

       ส่วนท่องเที่ยวต่างประเทศพาชมเมือง Kerala ที่มีชีวิตและธรรมชาติอันแสนสงลสุข เครื่องดื่มและของหวานพร้อมอาหารเมนูทำง่ายอร่อยแปลกล้นในแบบอินเดีย รู้จักกับเครื่องเทศอันเป็นสัญลักษณ์แห่งภารตะ และชวนชิมอาหารอินเดียอร่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิร่างกายไว้พร้อมรับลมหนาวหลายร้านให้เลือกได้ตามใจชอบ ตลอดจนคอลัมน์ประจำที่อัดแน่นไปด้วยสาระดีๆ เหมือนเช่นเคย

Gourmet & Cuisine. Issue 100. November’08
www.gourmetthai.com

Leave a Comment : more...

257 ตรื้ดๆ

ตะรุเตา

by chaomuang on พ.ย..25, 2008, under สถานที่


  น้ำพลิ้วเป็นทิวคลื่น
เทือกโขดตะรุเตา
กลางเกาะเป็นร้อยเกาะ
ตะรุเตาอตีเต   
อาดังลังกาวี
เชื่อมแดนชนแดนไกล   
ทะเลว่าลึล้ำ
ลึกเรื่องลึกราวสา
ระลอกรับกับทิวเขา
ตระหง่านตั้งอยู่กลางทะเล
แลกลางน้ำกลางลมเห่
อยู่กลางกาลแลกลางใจ
เกาะหลีเป๊ะมาเลย์ไทย
เชื่อมขอบน้ำกับขอบฟ้า
โขดเขลาคล้ำนี้ลึกกว่า
ระพัตรอบตะรุเตา
 

 เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์                 

        ”ตะรุเตา” หากได้ยินชื่อนี้ในสมัยก่อน คงสร้างความน่าสะพรึงกลัวให้กับคนที่คิดจะกระทำผิดได้ชะงักนักเชียว เพราะชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นสถานที่ที่คุมขังนักโทษที่โหดที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โดยเริ่มมาบุกเบิกสถานที่นี้ในช่วงปี พ.ศ.2479 เพราะเห็นว่าเป็นที่ที่เหมาะสำหรับขุมขังนักโทษอุกฉกรรจ์ ด้วยลักษณ์ทางธรรมชาติที่เป็นเกาะ ห่างไกลผู้คน ที่มีเนื้อที่ทั้งหมด 151.13 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศเป็นโขดเขาป่าดงดิบ ไข้ป่าชุกชุม อยู่ท่ามกลางดงฉลามและจระเข้น้ำเค็ม

       ในอดีต ตะรุเตา เป็น ทัณฑสถานและนิคมฝึกอาชีพนักโทษ ในเดือนมิถุนายน 2481 เป็นแหล่งรวมของเหล่าบรรดาไอ้เสือ(โจร)ที่มีชื่อต่างๆ ที่มีโทษอุกฉรรจ์คดีร้ายแรง , นักโทษที่มีสันดานเป็นโจรผู้ร้าย และรับนักโทษการเมืองมาอีก 70 คน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2482 โดยแยกขังแยกไว้ต่างหาก รวมนักโทษทั้งหมดราว 3,000 คน แน่นอน ว่าต้องมีความโหดกันเป็นอย่างมากที่ต้องคุมนักโทษร้ายแรงให้อยู่กับผู้คุมเพียง 300 นาย แต่สถานที่แห่งนี้ ถูกใช้เป็นสถานที่คุมขังเพียง 11 ปี ด้วยต้องฟันผ่าอุปสรรคนานานัปการ ทั้งไข้มาเลเรียระบาดหนักถึงขั้นต้องฝังศพนักโทษ 700 ศพในหลุมเดียว และพิษจากสงครามเอเชียบูรพา (พ.ศ.2484 – พ.ศ.2488)

      ที่เกาะตะรุเตาถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่ เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหาร ผู้คุมนักโทษจึงได้ทำตัวเป็นโจรสลัดปล้นระดมเรือบรรทุกสินค้า อยู่นานถึง 3 ปี ในที่สุดก็ถูกรัฐบาลไทยและทหารอังกฤษเข้าปราบเมื่อปี 2489 หลังจากนั้นอีก 2 ปีต่อมา กรมราชทัณฑ์จึงได้ยกเลิกนิคมฝึกอาชีพตะรุเตา และเป็นเกาะร้างอยู่นานหลายปี

       ปัจจุบัน ตะรุเตา อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2517 เป็นอุทยานทางทะเลแห่งแรกในประเทศไทย       กรมป่าไม้ได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศจัดตั้งเกาะใหญ่น้อย 51 เกาะ ได้แก่ เกาะตะรุเตา เกาะอาดัง เกาะราวี เกาะหลีเป๊ะ เกาะกลาง เกาะบาตวง เกาะบิสสี และเกาะอื่น ๆ ในท้องที่ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมืองฯ จังหวัดสตูล เป็นอุทยานแห่งชาติตะรุเตา

      เกาะตะรุเตา ได้ฟื้นตัวอย่างเงียบๆ ด้วยการรักษาเยียวยาจากธรรมชาติ มีหาดทรายที่ขาวสะอาด และเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่น่าสนใจ ทริปนี้เมืองไทย.คอม พาเพื่อนๆ ศึกษาบางส่วนของดินแดนแห่งตำนานความโหดกันซะหน่อย

       ถ้ำจระเข้  ก่อนนี้มีจระเข้อยู่มาก หากนักโทษจะหลบหนีคงยากพอตัว แต่ปัจจุบันไม่เหลือจระเข้แล้ว มีแต่ความงามของหินงอกหินย้อย ให้เราเห็น แต่ถ้าอยากเห็นได้ชัด ต้องพายเรือเข้าไปตัวถ้ำ จะได้แค่เรือคยัคกับเรือแคนนูเท่านั้น ถ้ำจระเข้ห่างจากเกาะตะรุเตา ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ระหว่างทางผ่านป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ไปยังถ้าจระเข้ใช้เรือเท่านั้น ใช้ระยะเวลาไปกลับประมาณ 3 ชั่วโมง

 

        หลังจากใช้เวลาชมความงาม สัมผัสความลึกลับของถ้ำจระเข้ เรียบร้อยแล้วเราก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อ่าวตะโละวาว   โดยขึ้นรถของอุทยาน ระหว่างทางบางช่วงจะเป็นทางขึ้นเขาลงเขาที่สูงชันทีเดียว แนะนำว่าเป็นรถจากอุทยานดีที่สุดเพราะชำนาญเส้นทางกว่าเรา จากที่พักใช้เวลา 20 นาทีถึงอ่าวตะโละวาว

 

      ที่เห็นเป็นศาลาอยู่นี่คือ รายการ Survival ของฟิลิปปินส์ อยู่บริเวณอ่าวตะโละวาว มาถ่ายทำรายการในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา ตรงนี้สร้างขึ้นและใช้เป็นฉากสำคัญของรายการ

       แล้วเราก็เริ่มเดินศึกษาประวัติศาสตร์กันเลยระยะทางเดิน 500 เมตร พี่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานฯและท่านผู้ช่วย บอกถึงความเป็นมาเมื่อครั้งยังเป็นสถานที่สำหรับจองจำนักโทษ โดยสองข้างทางที่เราเดินผ่านปัจจุบันได้แปรสภาพมีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ ระหว่างทางมีป้ายบอกจุดสำคัญๆ พร้อมกับภาพประกอบที่ทำให้เราจินตนาการได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับนักโทษในอดีต  

       เราผ่านอาคารอำนวยการ สำหรับผู้คุมขัง ที่เราเห็นตัวอาคารปัจจุบันเป็นการจำลองขึ้นมาใหม่ซึ่งแต่ก่อนจะสร้างด้วยใบจากไม่ยกพื้น เมื่อเวลาผ่านไปก็ชำรุดทรุดโทรมจนพังทลายไป ทางอุทยานฯ จึงต้องสร้างขึ้นมาใหม่ให้แข็งแรงเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

 

        ตึกแดง   เหตุที่เรียกว่าตึกแดง เพราะสร้างขึ้นด้วยเหล็กที่ดูดความร้อน-เย็นได้อย่างมาก ขนาดไม่สูงไม่สามารถยืนได้ มีประตูเดียว และช่องรูเล็กๆไว้หยอดอาหารและหายใจ ไว้ทำโทษนักโทษที่ทำผิดซ้ำ เรียกได้ว่าใครที่ถูกขังในห้องนี้อาจเสียสติไปได้เลย บางคนก็ถูกทำโทษรุนแรงนานเกิน 30 วัน ทนไม่ได้ถึงกับเสียชีวิตในนี้เลยก็มี หากโทษเบามาก็จะทำโทษด้วยวิธีต่างๆ จะมีรายละเอียดให้เห็นตามรูปภาพตัวอย่างการทำโทษในอดีต (ภาพที่เราเห็นเป็นการจำลองขึ้นมาใหม่สร้างขึ้นด้วยอิฐและปูน)

 

        โรงเลื่อย  นี่คือซากที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นจริง ในการแปรรูปไม้ โดยใช้ระบบไอน้ำ ซึ่งนักโทษก็ยังถูกติดตรวนด้วย แท่นหินที่มีน้ำหนักมากถึง 50 กิโลกรัม ระหว่างทำงาน

        ขากลับเดินผ่านลำคลองจระเข้ที่ถือเป็นปราการธรรมชาติที่สำคัญ เดินศึกษาอยู่บริเวณนี้ราว ชม.เศษ พร้อมได้ทำบุญกับเจ้าทากตัวน้อยอีกนิดหน่อย เจ็บๆคันๆ

        ขึ้นรถต่อไปยังอ่าวสน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 8 กิโลเมตร เป็นอ่าวรูปโค้งที่มีหาดทรายสลับกับหาดหินที่สวยงามลักษณ์กลมเกลี้ยง และเป็นที่วางไข่ของเต่าทะเล

 

        จากนั่นไปชมพระอาทิตย์ตกกันที่ อ่าวเมาะและ มีหาดทรายขาวสะอาด และดงมะพร้าวสวยงาม บริเวณนี้มีบ้านพักแบบบังกะโล หรือจะกางเต้นท์นอนก็ได้ บรรยากาศดีมากเลยทีเดียว

       กลับมาก็ถึงที่พักก็พลบค่ำ อาหารมื้อพิเศษย่อมเกิดขึ้นกับการออกทริปเสมอ พร้อมกับการคุยแบบออกรสถึงสิ่งที่ได้รับ

       แอบคิดลึกๆ ว่าน่าจะยังคงมีแบบนี้หลงเหลือสำหรับผู้กระทำผิดซะบ้าง อย่างน้อยจะได้เป็นอุธาหรณ์ เตือนใจในการคิดที่จะทำผิด การลงโทษที่เด็ดขาดและโหดย่อมสร้างความเกรงกลัวเสมอ

       เกาะตะรุเตา เป็นมากกว่าสถานที่คุมขังนักโทษในอดีตกาลน่ะค่ะ ภายในอุทยานฯ มีความสะดวกสบายในเรื่องของการบริการ และมีเครื่องอุปโภคบริโภค บ้านพักอุทยานฯ ลานกางเต้นท์ มีเจ้าหน้าที่พร้อมบริการมั่นใจได้ในความปลดภัย ใครไปมาทั่วแล้วลองมาแบ่งปันข้อมูลกันได้ค่ะ เพราะเรามั่นใจว่าตะรุเตาเหมาะสำหรับผู้คนที่มาแสวงหาอิสรภาพในการดื่มด่ำความงดงามของธรรมชาติเพื่อเติมเต็มความสดชื่นให้ชีวิต ซึ่งนับว่าตรงกันข้ามกับอดีตอย่างสิ้นเชิง

การเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติตะรุเตาทางเรือ
1. เส้นทางท่าเรือปากบาราไปเกาะตะรุเตา (ขึ้นเกาะบริเวณท่าเรือพันเตมะละกาซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติ) หรือไปเกาะอาดัง-หลีเป๊ะมีตารางการเดินเรือ ดังนี้
ท่าเรือปากบาราเดินทางไปเกาะตะรุเตา เรือออกจากท่าเรือปากบารา เวลา 10.30 น. และ 13.00 น.
เกาะตะรุเตาเดินทางไปเกาะอาดัง-หลีเป๊ะ เรือออกจากเกาะตะรุเตา เวลา 11.30 น.
เกาะอาดัง-หลีเป๊ะเดินทางไปเกาะตะรุเตา เรือออกจากเกาะอาดัง-หลีเป๊ะ เวลา 10.00 น.
เกาะตะรุเตาเดินทางไปท่าเรือปากบารา เรือออกจากเกาะตะรุเตา เวลา 09.00 น. และ 11.00 น.

2. เส้นทางท่าเรือตำมะลังไปเกาะตะรุเตา (ขึ้นเกาะบริเวณท่าเรือตะโละวาวซึ่งเป็นที่ตั้งหน่วยพิทักษ์รอุทยานแห่งชาติ ที่ ตต.1 )หรือไปเกาะอาดัง-หลีเป๊ะ มีตารางการเดินเรือ ดังนี้
ท่าเรือตำมะลังเดินทางไปเกาะตะรุเตา เรือออกจากท่าเรือตำมะลัง เวลา 09.30 น.
เกาะตะรุเตาเดินทางไปเกาะอาดัง-หลีเป๊ะ เรือออกจากเกาะตะรุเตา เวลา 11.00 น.
เกาะอาดัง-หลีเป๊ะเดินทางไปเกาะตะรุเตา เรืออกจากเกาะอาดัง-หลีเป๊ะ เวลา 14.00 น.
เกาะตะรุเตาเดินทางไปท่าเรือตำมะลัง เรือออกจากเกาะตะรุเตา เวลา 15.00 น.

หมายเหตุ : ระหว่างท่าเรือตะโละวาวกับท่าเรือพันเตมะละกามีรถรับ-ส่งของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ให้บริการรับ-ส่ง ระยะทางประมาณ 12.5กิโลเมตร

กิจกรรมที่น่าสนใจในอุทยานแห่งชาติตะรุเตา
ลงเรือท่องอันดามันเที่ยวชมเกาะแก่งในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา
ดำน้ำชมปะการังทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก
ชมทิวทัศน์ที่สวยงามจากจุดชมวิว
สัมผัสน้ำทะเลใสๆ หาดทรายสวยๆตามเกาะต่างๆ
แค็มป์ปิ้ง พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ

ค่าใช้จ่ายสำหรับการมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติตะรุเตา
บ้านพัก ราคา 400 – 1200 บาท
ค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยาน
คนไทย เด็ก 20 บาท ผู้ใหญ่ 40 บาท
ต่างชาติ เด็ก 200 บาท ผู้ใหญ่ 400 บาท

 ช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับการมาท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติตะรุเตา
 ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน – 15 พฤษภาคม ของทุกปี

 อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ต.ปากน้ำ อ. ละงู จ. สตูล 91110

16 Comments :, more...

1,622 ตรื้ดๆ

2 วัน 1 คืน…ที่เขาช้างเผือก

by chaomuang on พ.ย..21, 2008, under ท่องเที่ยว


2 วัน 1 คืน…ที่เขาช้างเผือก

       ได้ยินคำบอกเล่าถึงความทรหด และความโหดของที่นี่มานานแล้วเหมือนกัน ผมเลยอยากลองสักครั้งในชีวิต(เว่อร์มั้ย ฮ่าๆๆๆ ) เมื่อวันพร้อม เวลาพร้อมก็เลยเชิญชวนเพื่อน ไปลองดูกันสักตั้ง ที่นี่คนที่ไป ส่วน ใหญ่ก็ไปจอดกันตรงสันคมมีด ที่มันดูจะบางกริ๊บ แคบเหลือใจ แถมไม่มีที่ยึดเกาะ ต้องหมุนไปหมุนมา เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เลยหาเวลาว่างกันดู ไปกันมาเสาร์กับอาทิตย์ครับ ออกเดินทางกันคืนวันศุกร์ กับเวลาที่มีแค่ 2 วัน รวบรวมพลพรรคได้ 1 รถตู้ 11 คน แล้วเราก็ไปวัดใจกันที่นี่ครับ “เขาช้างเผือก” ซ้ายก็ตาย ขวาก็ไม่รอด…. คงเป็นนิยามที่ใช้ได้ดีกับสันคมมีด ของเทือกเขาช้างเผือก แห่ง อช.ทองผาภูมิ แห่งนี้

       ล้อหมุนจากกรุงเทพประมาณ 4 ทุ่ม โดย พี่ตู้ คนขับรถตู้ ดูออกจะสุขุมนุ่มลึก แต่แกเหยียบได้ใจจริงๆ เราเดินทางถึงกาญจนบุรี ประมาณ ตีสองกว่าๆ แวะพักกันที่ ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง แถวๆตลาดทองผาภูมิ จอดรถแวะพัก เพื่อเอาแรงกันก่อน ประมาณตีห้าก็ตื่นมาเมื่อไปซื้อของกินกันที่ตลาด หาข้าวเช้ากินกัน พร้อมเสบียง เตรียมตัวขึ้นเขาช้างเผือก

       รถเดินทางมาจากตลาดทองผาภูมิ ถึง อช.ทองผาภูมิ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. เพื่อลงทะเบียน พร้อมรับ จนท.นำทาง ถ้าจะขึ้นเขาช้างเผือก ต้องโทรไปสอบถามกันก่อนด้วยนะครับ เพราะรับนักท่องเที่ยวจำกัด เนื่องจากสถานที่กางเต๊นท์มีน้อย เมื่อแวะรับเจ้าหน้าที่เสร็จ พร้อมกับล้างหน้าล้างตา อาบน้ำกันเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางกันต่อไปยังจุดหมาย บ้านอีต่อง ซึ่งอยู่เลย สภ.ต.ปิล็อก ไปหน่อย จุดนี้ ต้องแวะรับลูกหาบไปด้วยอีก 3 คน กลุ่มผมมีคน 11 คน แต่ลูกหาบไม่พอครับแค่ขนสเบียงกับเต๊นท์ ก็เต็มที่แล้ว ที่เหลือเลยต้องขนของกันขึ้นเอง เหอๆๆๆ

       เราเริ่มออกสตาร์ทเดิน กันราว 11 โมงเช้า ขึ้นไปตามเส้นทาง มุ่งหน้าเนินเสาธง แต่แยกขวาก่อนถึงบล็อกวาล์ว ของ ปตท. แล้วต่อด้วยทางลูกรังไปสิ้นสุดตรงทางโค้งลงเขาไม่ชันนัก ซึ่งเป็นจุดที่เรา กับลูกหาบอีก 3 และเจ้าหน้าที่ 1 คน ออกเดินเท้ากัน อ้อ เจ้าหน้าที่นำทางเราชื่อ พี่น้อง ครับ

       ระยะทางช่วงแรกเดินไปตามแนวกันไฟ สบาย ๆ ก่อนจะเริ่มไต่ระดับขึ้นตามทางที่ลื่นไปด้วยใบไผ่ และต้นหญ้า ช่วงแรกๆ แดดเปรี้ยง ฟ้ายังใสดี เดินขึ้นลงเนิน 2-3 ลูก เราก็เริ่มไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นทิวเขาเป็นลอนคลื่นอยู่ด้านล่าง ก็ทำให้เราหายเหนื่อยไปได้พอควร ทิวทัศน์สวยมากๆครับ แต่ผมไม่มีแรงยกกล้องออกมาถ่ายรูปเลย เมื่อเลาะไปริมเขาอีกด้าน มองเห็นบ้านอีต่อง อยู่ลิบ ๆ ๆ โน่นนน …

       แรกเราก็เดินกันมาเรื่อยๆ ปกติดีครับ แต่ช่วงก่อนที่จะถึงจุดกางเต๊นท์ฝนดันตกซะงั้น…ผมกับเพื่อนอีก 3 คน มาเป็นกลุ่มรั้งท้าย เพราะรอทั่นเอ้เลยนะเนี่ย….555 ภาพที่ได้มีไม่มากครับ เพราะเหนื่อยจนไม่อยากจะยกกล้องเลย และเจอกับฝนอีก ผมเลยไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่ ถ่ายมาประมาณ 100 รุปเท่าที่ดูได้ก็มีแค่นี้แหละครับ ฮ่าๆๆๆๆ

NAMPEE.

6 Comments : more...

161 ตรื้ดๆ

MANTRA Restaurant & Bar

by chaomuang on พ.ย..17, 2008, under Delicious


       ห้องอาหารมิติใหม่ที่สร้างความหลากหลายกับห้องอาหารสุดเทรนดี้ ที่ มันตรา Mantra Restaurant & Bar โรงแรมอมารี ออคิด รีสอร์ท แอนด์ ทาวเวอร์ ตั้งเด่นอยู่ถนนเลียบชายหาดพัทยาบริเวณสนามหญ้าด้านชายหาดของโรงแรม ภายในตกแต่งด้วยรายละเอียดอย่างพิถีพิถันที่ตั้งใจคัดสรรมาเป็นอย่างดี ดีไซต์ลงตัวไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งแบบแนวร่วมสมัยของจีนและตะวันออกกลางในสไตล์ชิกๆ โมเดรินๆ หรือจะเป็นหน้าตาหน้ารับประทานของอาหาร ที่สำคัญรสชาดถือว่าชั้นเลิศ การันตีด้วยเชฟที่สะสมประสบการณ์ที่มากด้วยไอเดีย ปรุงแต่งรสชาดและสีสันเพื่อให้ถูกใจลูกค้าเป็นที่สุด

       ที่มันตรา ใส่ความเชื่อเพื่อให้ตรงกับความหมายของร้าน อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นกับสิ่งที่จะได้รับกลับไป โดยที่ร้านอาหารมันตรามีคอนเซ็ปต์ที่ว่า Fun dining โดยเชฟจะเดินมาพูดคุยกันถึงโต๊ะ สอบถามถึงความต้องการของลูกค้าและนำเสนอเมนูใหม่ๆ พร้อมกับการบริการที่ประทับใจ

       เมื่อเข้ามาถึงก็จะสะดุดตากันตั้งแต่โซนแรก กับการตกแต่งที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ด้วยมุมนั่งที่แตกต่างกัน พร้อมเคาน์เตอร์บาร์ค๊อกเทล ภายในจะพบกับ เคาน์เตอร์ครัวที่เปิดโล่ง มีมากถึง 7 ครัว มีครัวญี่ปุ่น ครัวจีน ครัวลาวาสโตนกริว ครัวเมดิเตอร์เรเนี่ยน ครัวอินเดีย สามารถมองเห็นเชพกำลังบรรจงปรุงแต่งอาหารคุณภาพด้วยใจ

       อาหารหลากหลายขนาดนี้เลยขอยกโปรโมชั่นสำหรับเดือนพฤษจิกายน มาให้ชมตัวอย่างกับเทศกาลเมนูตับห่าน

       ตับห่านผัดกระเพรา Foie Gras with Spicy  Sauce   เมนูนำเสนอในสไตล์อาหารไทย ทานคู่กับข้าวผัดใส่เห็ดทรัฟเฟิลหอมๆ หนึ่งเมนูที่ถูกปากคนต่างชาติและรสที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย  (750 Bht.)

 

 

       ซูชิตับห่าน Sushi Foie Gras   ที่ราดด้วยซอสเทอริยากิ เมนูพิเศษที่เชฟเป็นคนคิดค้นเอง กับการผสมผสานที่ต้องร่วมมือกันระหว่างครัวญี่ปุ่นและครัวยุโรป และต้องทานทันที รสชาติอร่อยกลมกล่อมเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ  ( 2 pcs.400 Bht.)

 

       Gratinated Beef & Foie Gras   สเต๊กเนื้อชั้นดีคัดพิเศษ ขนาด250g ย่างกำลังหอม เนื้อนุ่มลิ้น ด้านบนมีตับห่าน และชีส ( 3,500 Bht.)

 

       โคนครีมเสาวรส  ดีไซต์ที่แปลกตา และน่าทาน ตัวโคนทานได้ทำจากมะพร้าว ส่วนครีมหอมนุ่มไม่หวานมาก ทานคู่กับเชอร์รี่สลัด ออกเปรี้ยวหวาน  (400 Bht.)

 

      ให้วันอาทิตย์ที่เป็นวันพิเศษของทุกๆคน ด้วยการมาทาน Sunday Brunch ในช่วงเวลา
11.00 – 15.00 น. ซึ่งทุกท่านสามารถทานได้อย่าง Buffet ที่มีให้เลือกมากมาย หรือจะสั่งแบบ A La Cart เมนูก็ย่อมได้ ในราคาเพียงหัวละ 1,390 บาท ต่อท่านเท่านั้น

       ด้วยความประทับใจมากมายไม่ว่าจะเป็นสถานที่ บรรยากาศ การบริการ และรสชาดอาหาร ของมันตรา ทำให้เราได้รับความสุข ทำให้เป็นอีกวันหนึ่งทีเป็นวันแสนวิเศษ ที่ยังอยู่ในความทรงจำของเราไปอีกแน่นอน

Mantra Restaurant & Bar Pattaya Beach, Pattaya 20150
Tel: +66 (0) 38429591 Fax: +66 (0) 3842 8165

www.mantra-pattaya.com

 

คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

10 Comments :, , , more...

263 ตรื้ดๆ

MiX MAGAZINE Vol.November 2008

by chaomuang on พ.ย..17, 2008, under หนังสือ - แม็กกาซีน

 


 

MAI Visa Sarasas
       คุณรู้จักผู้หญิงคนหนี้จากไหน จากหนังเรื่อง “โครตรักเองเลย” จากเรื่องความรักในอดีตกับดาราบางคน หรือเป็นไปได้ว่าคุณอาจจะรู้จักเธอในฐานะที่เป็นทายาทตระกูลดัง ไม่ว่าคุณจะรู้จักเธอในรูปแบบไหน แต่เราอยากให้คุณรู้จักเธอมากขึ้นและมากขึ้น เพราะเธอทังน่ารักและเซ็กซี่กว่าที่คุณคิด

 

ยังมีเนื้อหาแนะนำอีกมากมายน่าสนใจ ติดตามรายละเอียดทั้งหมดอยู่ใน
 MiX MAGAZINE November 2008 ปกไหม วิสาค่ะ

       Profile Section I Men@Work “Every People Can Inspire You”
       ธีรภัทร สัจจกุล ชีวิตไม่เคยขาดเสียงเพลง  หลายปีก่อนหน้านั้น เรารู้จักผู้ชายคนนี้จากการเป็นลูกชายของคนดังอย่างบิ๊กหอย ธวัชชัย สัจจกุล ต่อมาเราเริ่มรู้จักเขาในฐานะนักแสดงมากความสามารถ ตามมาด้วยบทบาทของนักร้อง ก่อนที่วันนี้ทุกคนที่นึกถึงเขาจะต้องเห็นภาพผู้บริหารคลื่นวิทยุที่มาแรที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาอย่าง SEED 97.5 FM เขาชื่อ ตุ้ยธีรภัทร สัจจกุล

 

 

         Interview    สีหพันธุ์ ชุมสาย ณ อยุธยา ธุรกิจบริการบินได้
       หนุ่มใหญ่ไฟแรง อ้อนน้อมด้วยบุคลิก มุ่งมั่น เอาจริง มีลีลาคารมกลมกล่อมโลกทัศน์กว้างไกล ชอบทำบุญสนทานอย่างชาญฉลาดกับคนที่ด้อยโอกาส ไม่เน้นการสร้างโบสถ สร้างวิหารใหญ่โตวิจิตรพิสดารแข่งขันว่าของใครสวยกว่า อลังการกว่า โดยไม่ต้องจรรโลงพุทธศาสนาให้กระจายไปในของใจคน

 

       Belle Patpitcha Chatchawat
       เธอคนนี้อาจทำให้คุณใจสั่นหรือตาค้างได้โดยไม่ต้องดื่มกาแฟ เพราะอะไรนะเหรอ ก็เพราะเธอมีความน่ารักเหลือล้นจนยากจะปฏิเสธสิ่งที่เธอเชิญชวนให้เราชม วันนี้เธอพร้อมแล้วที่จะมาบอกเรื่องราวของเธอแบบเปิดอกให้เรารู้กัน  (เบลล์ ภัชพิชชา ฌัชชาวัฒน์)

 

 

 

แม่สอด – แม่เมย  ถนนสายเปลี่ยว ใจไม่ว่างเปล่า
       ลากผ่านเทือกเขา คดโค้ง ขอดแคบ สูงชัน อิงแอบแม่น้ำ เก็บงำชีวิต ทุกข์ยากไว้เรียงราย นี่คือทางหลวงหมายเลข 105 ที่เชื่อม อ.แม่สอด จ.ตาก ไปถึง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ระหว่างทางเต็มไปด้วยชีวิตชายขอบอันผสมผสาน ความงามของธรรมชาติ และเรื่องราวรอยยิ้มที่มีอยู่จริงทุกหนแห่งในโลก

ยังมีเนื้อหาแนะนำอีกมากมายน่าสนใจ ติดตามรายละเอียดทั้งหมดอยู่ใน
 MiX MAGAZINE November 2008 ปกไหม วิสาค่ะ

Leave a Comment :, , , , , , , more...

1,830 ตรื้ดๆ

บ้านสวนคุณลองกอง

by chaomuang on พ.ย..11, 2008, under Hotel Resort and Spa, ภาคใต้



บ้านสวนคุณลองกอง
ตั้งอยู่ริมคลองฉวางในอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นคลองที่สวยงามมากทีเดียว สายธารพื้นทรายตื้นๆ ใสๆ เย็นๆไหลคดเคี้ยว ไปตามเทือกเขา ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกจางๆๆ มองแล้วสวยงาม ไม่แพ้เมืองเหนือเลย บริเวณรอบๆ เป็นสวนผลไม้ริมน้ำร่มเย็นล้อมไปด้วยต้นลองกอง ทุเรียน เงาะสีทอง เงาะโรงเรียน และมังคุด

บ้านสวนมีด้วยกัน 7 หลัง จำนวน 9 ห้อง รอบล้อมด้วยต้นไม้ มองทางไหนก็จะออกแบบให้แตกต่างกันไป แต่ภายในก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนกัน

บ้านเล็กริมน้ำ 2 หลัง ขนาดสำหรับพัก 2 คน ให้ความเป็นส่วนตัว แต่ถ้าอยากสนุกออกมานั่งเล่นนอนเล่นคุยกันตรงศาลาข้างบ้านก็ได้

บ้านขนาดกลางอีก 1 หลัง ภายในออกแบบให้มีชั้นลอยคล้ายห้องใต้หลังคา ปีกขึ้นไปบันไดไปก็ได้โลกส่วนตัว ที่พิเศษอีกอย่าคือห้องน้ำในบ้านไม่เหมือนหลังอื่น เห็นวิวภูเขาได้ชัด ภายในห้องกว้างโปร่งสบาย

บ้านไม้หลังใหญ่พร้อมระเบียงกว้าง เหมาะสำหรับครอบครัวเล็ก ๆ  นอกจากบ้านที่อยู่ริมน้ำเหล่านี้แล้ว ก็ยังมีบีบ้านบรรยากาศสวนอีก 1 หลัง รวมทั้งเรือนแก้วที่แบ่งซอยเป็น 3 ห้องทางด้านหน้า น่าพักไม่แพ้กัน แล้วยิ่งถ้ามาตรงกับช่วงผลไม้ รับรองได้ลิ้มลองผลไม้สดจากต้นแน่นอน

ราคาห้องพัก 500-800 บาท

การเดินทาง บ้านสวนคุณลองกอง ถนนาสาร-เหมืองทวด   อำเภอบ้านนาสาร   จ.สุราษฎร์ธานี   ห่างจากตัวตลาดนาสารประมาณ 5 กิโลเมตร เส้นทางราดยางสะดวกสบาย ติดกับบ่อน้ำร้อนค่ายลูกเสือ   โทรศัพท์ 077-345052 , 089-9090171

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก อสท. ฉบับตุลาคม 2551

คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

22 Comments :, , more...

เรื่องล่าสุด