Archive for พฤศจิกายน, 2008
17 ตรื้ดๆVOYAGE November 2008 ฉบับที่ 10 ปีที่ 2
by Ich Soithong on พ.ย..28, 2008, under ท่องเที่ยว
|
|
||
![]() |
||
VOYAGE Travel & Lifestyle (November 2008) With the wing of love ลัดฟ้าไปหารัก มองฟ้ามีแต่แต่ดาว วับวาวพราวไสว |
||
|
||
|
|
||
|
|
||
Originภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ สู่เจเนอเรชั่นใหม่ สิ่งของหาง่ายๆ รอบ ตัวถูกประยุกต์ดัดแปลงเป็นเครื่องใช้สอยโดยไม่ต้องลงทุนมากนัก |
||
|
||
| Breath Taking Fountain Tree Resort an adventurous enjoyment … in a bachelor boy way ทริปหรรษา ประสาคนโสด ฟาวน์เท่าน ทรี รีสอร์ท คาวบอย & แอดเวนเจอร์ เวิร์ล |
||
|
|
||
Nice Break ลองจินตนาการถึงบรรยากาศในวันสุดสัปดาห์ของคุณกับการนั่งชิลป์ๆ รับลมริมทะเลหัวหิน เคล้าซีฟู้ดรสชาติเยี่ยม พลางกระดกเครื่องดื่มเย็นๆ ชื่นใจผ่านลำคอ คงทำให้วันหยุดของคุณเป็นได้มากว่าวันพักผ่อนธรรมดาๆ |
||
|
|
||
|
|
||
|
|
274 ตรื้ดๆ
Moon Light Bay Guesthouse (อ่าวแสงจันทร์)
by chaomuang on พ.ย..28, 2008, under Hotel Resort and Spa, ภาคกลาง
ไม่น่าแปลกใจครับที่นักเดินทาง นักท่องเที่ยวทั้งหลาย หลงใหลเมืองกาญจนบุรี ไม่ว่าจะเป็นคนที่ผมรู้จัก ตอนนี้ก็ย้ายบ้าน ไปอยู่ที่โน้นซะแ้ล้ว
แล้ววันนี้ก็มี Guest House ใหม่เกิดขึ้น ชื่อ MOON LIGHT BAY GUEST HOUSE จากที่ได้สัมภาษณ์คุณคนึงสุข ยูสวัสดิ์ หนึ่งในเจ้าของ Guest House นี้ เล่าให้ผมฟังว่า จุดที่ตั้งของ Guest house เป็นจุดที่สวยงามมากๆ มีทะเลสาบอยู่ด้านหน้า ซึ่งเมื่อพระจันทร์ขึ้น FULL MOON ความงามของธรรมชาติก็จะปรากฏต่อสายตาทุกๆคน และนี้ก็เป็นเหตุผลที่ Guest House นี้มีชื่อว่า “MOON LIGHT BAY” Guesthouse
ภาพถ่ายที่นำมาแสดงนี้เกิดจากเหล่าแขกที่เคยไปพักส่งมาให้ที่ Guest House จึงได้รวบรวมนำมาแสดงให้ชมกัน หาก เมืองไทย.คอม มีโอกาสงามๆ จะแวะไป Review และกลับมา Comment ให้ท่านผู้ชมและท่านผู้อ่านทั้งหลายต่อไป
หากใครสนใจสถานที่พักผ่อนสงบๆ เพื่อหลบเลี่ยงความวุ่นวายในเมืองหลวงนี้ ขอให้ Moon Light Bay Guesthouse นี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นะครับ




การเดินทาง : กรุงเทพ – กาญจนบุรี 130 กม.
โดยรถเขนส่งมวลชนปรับอากาศที่ขนส่งสายใต้ ออกเดินทางทุก 15 นาที หรือ โดยรถตู้ ขึ้นได้ที่หน้า รร.พาเลส ถนนราชดำเนิน และขึ้นรถโดยสารต่อเพื่อมายังอำเภอ ศรีสวัสดิ์
หมายเหตุ :
เพื่อความสะดวก ติดต่อที่พักเพื่อรับท่านที่ท่ารถ (ค่ารถรับส่งอยู่นอกรายการค่าที่พัก)
แผนที่ http://www.moonlightbayguesthouse.com/images/map.jpg
MOONLIGHT BAY GUESTHOUSE
99/1 Dan Mae Chalab Moo 5, Amphur SriSawat, Kanchanaburi, 71250 Thailand
คุณ คนึงสุข ยูสวัสดิ์
Mob/มือถือ 081-3417034 หรือ 081-8278439 และ 081-8573700
E-mail : info@moonlightbayguesthouse.com
Website : www.moonlightbayguesthouse.com
16,855 ตรื้ดๆ
บ้านน้ำเคียงดิน
by chaomuang on พ.ย..27, 2008, under Delicious
![]() |
|
||||||||||
คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่
550 ตรื้ดๆ
เขาสมอปูนทริปนี้มันส์สุดตีน กับการเดินทางสั้นๆแต่มากมายเหนือคำบรรยาย
by chaomuang on พ.ย..27, 2008, under ท่องเที่ยว, สถานที่
![]() ![]() |
|
ทริปนี้มันส์สุดTeen กับการเดินทางสั้นๆ แต่มากมายเหนือคำบรรยาย โดยนายต่อจาก เมืองไทย.คอม
มีโอกาสได้ไป เขาสมอปูน แห่งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ดินแดนมรดกโลกที่ได้รับการยกย่องว่าอุดมสมบูรณ์มากๆ ตามคำเชิญของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เขต 8 สำนักงานจังหวัดนครนายก ปราจีน สระแก้ว เป็นระยะเวลา 2 คืน 3 วัน กับระยะ ทางทั้งหมด 22 กิโลเมตร
เราเริ่มต้นเดินทางจากบริเวณด่านเนินหอม มุ่งหน้าสู่อ่างเก็บน้ำคลองไม้ปล้อง จุดเริ่มต้นเดินเท้า โดยมีเจ้าหน้าที่จากอุทยานฯ เขาใหญ่เป็นคนนำทาง ซึ่งเป็นจุดที่เราต้องใช้เส้นทางเดินเท้าเพื่อขึ้นไปสู่ยอดสมอปูน ช่วงแรกเป็นการวอร์มอัพร่างกาย เดินสบายๆ จนถึงเชิงเขา เมื่อเริ่มเข้าสู่เส้นทางแห่งป่า การเดินทางที่แท้จริงก็เริ่มต้น และเมื่อมื้อเที้ยงผ่านพ้นไป ความมันส์ก็เริ่มต้นขึ้น ความชันของขุนเขา บวกกับสายฝนเริ่มโปรยปราย เมื่อผืนดินได้รับความชุ่มช่ำจากสายฝน ก็ทำให้การเดินทางของพวกเราลำบากขึ้นไปอีก เพราะทั้งลื่น ทั้งเปียก และน้ำหนักของเป้ที่สะพายอยู่บนหลังอีก ยี่สิบกว่าโล นอกจากฝนแล้ว ลมที่กันโชกยอดไม้ ยังทำต้นไผ่ให้ล้มลงมาทับเส้นทางเดิมจนต้องหาเส้นทางเดินใหม่เพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางของพวกเรา หลังจากบุกป่า ฝ่าดงมาได้สักพัก(ใหญ่ๆ) ก็มาถึงบริเวณใต้หน้าผา ที่เราพอจะปีนขึ้นไปได้(อย่างลำบาก) จึงตัดสินใจปีนป่ายไต่ตามหน้าผา มุ่งหน้าสู่จุดตั้งแคมป์ จนในที่สุดก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะหมดไปเราก็มาถึงจุดพักค้างแรมริมลำธารเล็กๆ… เช้าตรู่ของวันใหม่มาพร้อมกับ เสียงปลุกจากพี่หมู แห่งสาริกา หลังจากล้างหน้า แปรงฟัน ด้วยน้ำเย็นแห่งลำธารใสกลางป่า ที่ทำให้สดชื่นขึ้นมา กาแฟหอมๆ ร้อนๆ ก็ทำให้กระปรี้กระเปร่ามากยิ่งขึ้น จากนั่นก็พากันออกเดินมุ่งหน้าไปยังลานสุริยันต์ เพื่อชื่นชมกับความงดงามของดอกไม้ บนยอดภูแห่งนี้ เราใช้เวลาเดินเท้า ประมาณ 30นาทีก็ถึง แล้วก็แยกย้ายกันบันทึกภาพความงามของดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่บนทุ่งแห่งนี้ พอช่วงสายๆ กลับมายังแค้มป์ กินข้าวก่อน ออกเดินทางกันต่อไปยังจุดแค้มป์บริเวณน้ำตกหินดาด ระหว่างทางก็พบ “สิงโตพัดแดง” พี่เค้าบอกว่าหายากมาก เราเดินผ่านทุ่งมาหลายต่อหลายทุ่ง เวลาล่วงเลยมากว่าค่อนวัน พวกเราก็แวะเติมพลังกัน จากนั่นสายฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนัก แต่เราก็เดินทางกันต่อ มุ่งหน้าสู่ บริเวณน้ำตกหินดาด หลังจากกางเต้นท์เรียบร้อย ก็ไปอาบน้ำนั่งแช่น้ำตก แล้วก็เตรียมมื้อค่ำ คืนนี้มีกับข้าวหลายอย่าง ตบท้ายด้วยลูกเดือยต้มกะทิ กับถั่วเขียวต้ม แหล่มมากๆ… เช้าวันสุดท้ายเราตื่นกันแต่เช้า บางคนก็ถือกล้องออกไปเก็บภาพ บางคนก็เตรียม มื้อเช้า หลังจากเติมพลังกันจนอิ่มท้อง เราก็มุ่งหน้าสู่หน่วยพิทักษ์ป่าคลองเพกา ผ่านไปยังทุ่งหงอนนาค ระหว่างเส้นทางเดินเท้าส่วนใหญ่ป่าแถบนี้ดงไผ่ที่กำลังจะปรับสภาพเพื่อฟื้นฟูอีกครั้ง ในที่สุดการเดินทางเพื่อสำรวจดอกไม้ที่เขาสมอปูนในครั้งนี้ ก็สำเร็จลุล่วงด้วยดีทุกประการ ต้องขอขอบคุณ ททท.สำนักงานนนครนายกอีกครั้ง ที่ช่วยสนับสนุนต่างๆจนการทำงานสำรวจในครั้งนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ… Download ไฟล์ Google Earth .KMZ ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ร่วมเดินทางทุกคนครับ tor. เมืองไทย.คอม |
8 ตรื้ดๆ
Gourmet & Cuisine Nov 2008
by chaomuang on พ.ย..26, 2008, under หนังสือ - แม็กกาซีน
![]() ![]() |
| เชื่อว่าเมื่อพูดถึงอาหารอินเดีย หลายคนที่ไม่ชอบกลิ่นรสฉุนแรงของเครื่องเทศสมุนไพรจะบ่ายหน้าหนีทันที อาการนี้เคยเกิดขึ้นกับผู้เขียนเมื่อสิบหว่าปีก่อนเหมือนกัน แต่พอมีโอกาสได้ลิ้มรสชาติของอาหารอินเดียแท้ๆ แต่เพียงครั้งแรกที่ลิ้นได้สัมผัสรส ท่าทีต่ออาหารชาตินี้ก็เปลี่ยนไปเป็นที่ชื่นชอบตั้งแต่นั้นมา โดยเฉพาะไก่ย่าง-ทันดูรีอวลกลิ่นหอมเครื่องเทศ และเครื่องดื่มเรียกความสดชื่นที่เรียกว่า Lassi นั้นพูดถึงทีไรก็เรียกน้ำย่อยในกายให้ทำงานทุกที
Gourmet & Cuisine ฉบับนี้เป็น Culinary Passage Through India ก็ว่าได้ เพาะในเรื่องของอาหารการกินนั้น อินเดียไม่เพียงมีเอกลักษณ์ของรสชาติที่เผ็ดร้อนไปด้วยกลิ่นของเครื่องเทศเท่านั้น หากแต่วิธีการปรุงอาหารก็ยังมีความเป็นเฉพาะตัวที่ต่างจากอาหารชาติอื่นๆ แม้กระทั่งประเทศในแถบเอเชียด้วยกันก็ตาม และที่สำคัญดินแดนเหนือจรดใต้ของอินเดียซึ่งได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมที่หลากหลายนั้นก็ยังมีความแต่กต่างหลากหลายในวิถีการปรุงและการกินมากเข้าไปอีก แต่ในความหลากหลายและแตกต่าง สิ่งที่ยังคงเอกลักษณ์ของอาหารแห่งดินแดนภารตะไว้ได้ไม่เสื่อมคลายก็คือความเชื่อและศรัทธาอย่างแรงกล้าในวิถีของการใช้เครื่องเทศผสมผสานอยู่ในอาหารที่มีความสำคัญประหนึ่งยากรักษาโรคที่เหมือนกันนั่นเอง ซึ่งเป็นความอัสจรรย์ที่ทำให้ต้องหยิบยกวัฒนธรรมอาหารของอินเดียมานำเสนอให้ผู้อ่านได้ทราบกัน
ในฉบับนี้ Gourmet & Cuisine ได้นำเสน่ห์ของอินเดียในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ท่องเที่ยวในประเทศที่พาท่องพาหุรัด ถูวิถีชีวิตและประเพณีปฏิบัติในชุมชนเล็กๆ ของชาวภารตะที่ยังรักษาวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นไว้ได้อย่างเหนียวแน่นน่าทึ่ง
ส่วนท่องเที่ยวต่างประเทศพาชมเมือง Kerala ที่มีชีวิตและธรรมชาติอันแสนสงลสุข เครื่องดื่มและของหวานพร้อมอาหารเมนูทำง่ายอร่อยแปลกล้นในแบบอินเดีย รู้จักกับเครื่องเทศอันเป็นสัญลักษณ์แห่งภารตะ และชวนชิมอาหารอินเดียอร่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิร่างกายไว้พร้อมรับลมหนาวหลายร้านให้เลือกได้ตามใจชอบ ตลอดจนคอลัมน์ประจำที่อัดแน่นไปด้วยสาระดีๆ เหมือนเช่นเคย
Gourmet & Cuisine. Issue 100. November’08 |
257 ตรื้ดๆ
ตะรุเตา
by chaomuang on พ.ย..25, 2008, under สถานที่
![]() ![]() |
|
|||||||||
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ”ตะรุเตา” หากได้ยินชื่อนี้ในสมัยก่อน คงสร้างความน่าสะพรึงกลัวให้กับคนที่คิดจะกระทำผิดได้ชะงักนักเชียว เพราะชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นสถานที่ที่คุมขังนักโทษที่โหดที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โดยเริ่มมาบุกเบิกสถานที่นี้ในช่วงปี พ.ศ.2479 เพราะเห็นว่าเป็นที่ที่เหมาะสำหรับขุมขังนักโทษอุกฉกรรจ์ ด้วยลักษณ์ทางธรรมชาติที่เป็นเกาะ ห่างไกลผู้คน ที่มีเนื้อที่ทั้งหมด 151.13 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศเป็นโขดเขาป่าดงดิบ ไข้ป่าชุกชุม อยู่ท่ามกลางดงฉลามและจระเข้น้ำเค็ม ในอดีต ตะรุเตา เป็น ทัณฑสถานและนิคมฝึกอาชีพนักโทษ ในเดือนมิถุนายน 2481 เป็นแหล่งรวมของเหล่าบรรดาไอ้เสือ(โจร)ที่มีชื่อต่างๆ ที่มีโทษอุกฉรรจ์คดีร้ายแรง , นักโทษที่มีสันดานเป็นโจรผู้ร้าย และรับนักโทษการเมืองมาอีก 70 คน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2482 โดยแยกขังแยกไว้ต่างหาก รวมนักโทษทั้งหมดราว 3,000 คน แน่นอน ว่าต้องมีความโหดกันเป็นอย่างมากที่ต้องคุมนักโทษร้ายแรงให้อยู่กับผู้คุมเพียง 300 นาย แต่สถานที่แห่งนี้ ถูกใช้เป็นสถานที่คุมขังเพียง 11 ปี ด้วยต้องฟันผ่าอุปสรรคนานานัปการ ทั้งไข้มาเลเรียระบาดหนักถึงขั้นต้องฝังศพนักโทษ 700 ศพในหลุมเดียว และพิษจากสงครามเอเชียบูรพา (พ.ศ.2484 – พ.ศ.2488) ที่เกาะตะรุเตาถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่ เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหาร ผู้คุมนักโทษจึงได้ทำตัวเป็นโจรสลัดปล้นระดมเรือบรรทุกสินค้า อยู่นานถึง 3 ปี ในที่สุดก็ถูกรัฐบาลไทยและทหารอังกฤษเข้าปราบเมื่อปี 2489 หลังจากนั้นอีก 2 ปีต่อมา กรมราชทัณฑ์จึงได้ยกเลิกนิคมฝึกอาชีพตะรุเตา และเป็นเกาะร้างอยู่นานหลายปี
เกาะตะรุเตา ได้ฟื้นตัวอย่างเงียบๆ ด้วยการรักษาเยียวยาจากธรรมชาติ มีหาดทรายที่ขาวสะอาด และเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่น่าสนใจ ทริปนี้เมืองไทย.คอม พาเพื่อนๆ ศึกษาบางส่วนของดินแดนแห่งตำนานความโหดกันซะหน่อย ถ้ำจระเข้ ก่อนนี้มีจระเข้อยู่มาก หากนักโทษจะหลบหนีคงยากพอตัว แต่ปัจจุบันไม่เหลือจระเข้แล้ว มีแต่ความงามของหินงอกหินย้อย ให้เราเห็น แต่ถ้าอยากเห็นได้ชัด ต้องพายเรือเข้าไปตัวถ้ำ จะได้แค่เรือคยัคกับเรือแคนนูเท่านั้น ถ้ำจระเข้ห่างจากเกาะตะรุเตา ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ระหว่างทางผ่านป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ไปยังถ้าจระเข้ใช้เรือเท่านั้น ใช้ระยะเวลาไปกลับประมาณ 3 ชั่วโมง
หลังจากใช้เวลาชมความงาม สัมผัสความลึกลับของถ้ำจระเข้ เรียบร้อยแล้วเราก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อ่าวตะโละวาว โดยขึ้นรถของอุทยาน ระหว่างทางบางช่วงจะเป็นทางขึ้นเขาลงเขาที่สูงชันทีเดียว แนะนำว่าเป็นรถจากอุทยานดีที่สุดเพราะชำนาญเส้นทางกว่าเรา จากที่พักใช้เวลา 20 นาทีถึงอ่าวตะโละวาว
เราผ่านอาคารอำนวยการ สำหรับผู้คุมขัง ที่เราเห็นตัวอาคารปัจจุบันเป็นการจำลองขึ้นมาใหม่ซึ่งแต่ก่อนจะสร้างด้วยใบจากไม่ยกพื้น เมื่อเวลาผ่านไปก็ชำรุดทรุดโทรมจนพังทลายไป ทางอุทยานฯ จึงต้องสร้างขึ้นมาใหม่ให้แข็งแรงเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา
ตึกแดง เหตุที่เรียกว่าตึกแดง เพราะสร้างขึ้นด้วยเหล็กที่ดูดความร้อน-เย็นได้อย่างมาก ขนาดไม่สูงไม่สามารถยืนได้ มีประตูเดียว และช่องรูเล็กๆไว้หยอดอาหารและหายใจ ไว้ทำโทษนักโทษที่ทำผิดซ้ำ เรียกได้ว่าใครที่ถูกขังในห้องนี้อาจเสียสติไปได้เลย บางคนก็ถูกทำโทษรุนแรงนานเกิน 30 วัน ทนไม่ได้ถึงกับเสียชีวิตในนี้เลยก็มี หากโทษเบามาก็จะทำโทษด้วยวิธีต่างๆ จะมีรายละเอียดให้เห็นตามรูปภาพตัวอย่างการทำโทษในอดีต (ภาพที่เราเห็นเป็นการจำลองขึ้นมาใหม่สร้างขึ้นด้วยอิฐและปูน)
โรงเลื่อย นี่คือซากที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นจริง ในการแปรรูปไม้ โดยใช้ระบบไอน้ำ ซึ่งนักโทษก็ยังถูกติดตรวนด้วย แท่นหินที่มีน้ำหนักมากถึง 50 กิโลกรัม ระหว่างทำงาน ขากลับเดินผ่านลำคลองจระเข้ที่ถือเป็นปราการธรรมชาติที่สำคัญ เดินศึกษาอยู่บริเวณนี้ราว ชม.เศษ พร้อมได้ทำบุญกับเจ้าทากตัวน้อยอีกนิดหน่อย เจ็บๆคันๆ ขึ้นรถต่อไปยังอ่าวสน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 8 กิโลเมตร เป็นอ่าวรูปโค้งที่มีหาดทรายสลับกับหาดหินที่สวยงามลักษณ์กลมเกลี้ยง และเป็นที่วางไข่ของเต่าทะเล
จากนั่นไปชมพระอาทิตย์ตกกันที่ อ่าวเมาะและ มีหาดทรายขาวสะอาด และดงมะพร้าวสวยงาม บริเวณนี้มีบ้านพักแบบบังกะโล หรือจะกางเต้นท์นอนก็ได้ บรรยากาศดีมากเลยทีเดียว กลับมาก็ถึงที่พักก็พลบค่ำ อาหารมื้อพิเศษย่อมเกิดขึ้นกับการออกทริปเสมอ พร้อมกับการคุยแบบออกรสถึงสิ่งที่ได้รับ แอบคิดลึกๆ ว่าน่าจะยังคงมีแบบนี้หลงเหลือสำหรับผู้กระทำผิดซะบ้าง อย่างน้อยจะได้เป็นอุธาหรณ์ เตือนใจในการคิดที่จะทำผิด การลงโทษที่เด็ดขาดและโหดย่อมสร้างความเกรงกลัวเสมอ เกาะตะรุเตา เป็นมากกว่าสถานที่คุมขังนักโทษในอดีตกาลน่ะค่ะ ภายในอุทยานฯ มีความสะดวกสบายในเรื่องของการบริการ และมีเครื่องอุปโภคบริโภค บ้านพักอุทยานฯ ลานกางเต้นท์ มีเจ้าหน้าที่พร้อมบริการมั่นใจได้ในความปลอดภัย ใครไปมาทั่วแล้วลองมาแบ่งปันข้อมูลกันได้ค่ะ เพราะเรามั่นใจว่าตะรุเตาเหมาะสำหรับผู้คนที่มาแสวงหาอิสรภาพในการดื่มด่ำความงดงามของธรรมชาติเพื่อเติมเต็มความสดชื่นให้ชีวิต ซึ่งนับว่าตรงกันข้ามกับอดีตอย่างสิ้นเชิง การเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติตะรุเตาทางเรือ 2. เส้นทางท่าเรือตำมะลังไปเกาะตะรุเตา (ขึ้นเกาะบริเวณท่าเรือตะโละวาวซึ่งเป็นที่ตั้งหน่วยพิทักษ์รอุทยานแห่งชาติ ที่ ตต.1 )หรือไปเกาะอาดัง-หลีเป๊ะ มีตารางการเดินเรือ ดังนี้ หมายเหตุ : ระหว่างท่าเรือตะโละวาวกับท่าเรือพันเตมะละกามีรถรับ-ส่งของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ให้บริการรับ-ส่ง ระยะทางประมาณ 12.5กิโลเมตร กิจกรรมที่น่าสนใจในอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ค่าใช้จ่ายสำหรับการมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับการมาท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติตะรุเตา อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ต.ปากน้ำ อ. ละงู จ. สตูล 91110 |
||||||||||
![]() |
1,622 ตรื้ดๆ
2 วัน 1 คืน…ที่เขาช้างเผือก
by chaomuang on พ.ย..21, 2008, under ท่องเที่ยว
![]() ![]() |
|
2 วัน 1 คืน…ที่เขาช้างเผือก ได้ยินคำบอกเล่าถึงความทรหด และความโหดของที่นี่มานานแล้วเหมือนกัน ผมเลยอยากลองสักครั้งในชีวิต(เว่อร์มั้ย ฮ่าๆๆๆ ) เมื่อวันพร้อม เวลาพร้อมก็เลยเชิญชวนเพื่อน ไปลองดูกันสักตั้ง ที่นี่คนที่ไป ส่วน ใหญ่ก็ไปจอดกันตรงสันคมมีด ที่มันดูจะบางกริ๊บ แคบเหลือใจ แถมไม่มีที่ยึดเกาะ ต้องหมุนไปหมุนมา เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เลยหาเวลาว่างกันดู ไปกันมาเสาร์กับอาทิตย์ครับ ออกเดินทางกันคืนวันศุกร์ กับเวลาที่มีแค่ 2 วัน รวบรวมพลพรรคได้ 1 รถตู้ 11 คน แล้วเราก็ไปวัดใจกันที่นี่ครับ “เขาช้างเผือก” ซ้ายก็ตาย ขวาก็ไม่รอด…. คงเป็นนิยามที่ใช้ได้ดีกับสันคมมีด ของเทือกเขาช้างเผือก แห่ง อช.ทองผาภูมิ แห่งนี้ ล้อหมุนจากกรุงเทพประมาณ 4 ทุ่ม โดย พี่ตู้ คนขับรถตู้ ดูออกจะสุขุมนุ่มลึก แต่แกเหยียบได้ใจจริงๆ เราเดินทางถึงกาญจนบุรี ประมาณ ตีสองกว่าๆ แวะพักกันที่ ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง แถวๆตลาดทองผาภูมิ จอดรถแวะพัก เพื่อเอาแรงกันก่อน ประมาณตีห้าก็ตื่นมาเมื่อไปซื้อของกินกันที่ตลาด หาข้าวเช้ากินกัน พร้อมเสบียง เตรียมตัวขึ้นเขาช้างเผือก รถเดินทางมาจากตลาดทองผาภูมิ ถึง อช.ทองผาภูมิ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. เพื่อลงทะเบียน พร้อมรับ จนท.นำทาง ถ้าจะขึ้นเขาช้างเผือก ต้องโทรไปสอบถามกันก่อนด้วยนะครับ เพราะรับนักท่องเที่ยวจำกัด เนื่องจากสถานที่กางเต๊นท์มีน้อย เมื่อแวะรับเจ้าหน้าที่เสร็จ พร้อมกับล้างหน้าล้างตา อาบน้ำกันเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางกันต่อไปยังจุดหมาย บ้านอีต่อง ซึ่งอยู่เลย สภ.ต.ปิล็อก ไปหน่อย จุดนี้ ต้องแวะรับลูกหาบไปด้วยอีก 3 คน กลุ่มผมมีคน 11 คน แต่ลูกหาบไม่พอครับแค่ขนสเบียงกับเต๊นท์ ก็เต็มที่แล้ว ที่เหลือเลยต้องขนของกันขึ้นเอง เหอๆๆๆ เราเริ่มออกสตาร์ทเดิน กันราว 11 โมงเช้า ขึ้นไปตามเส้นทาง มุ่งหน้าเนินเสาธง แต่แยกขวาก่อนถึงบล็อกวาล์ว ของ ปตท. แล้วต่อด้วยทางลูกรังไปสิ้นสุดตรงทางโค้งลงเขาไม่ชันนัก ซึ่งเป็นจุดที่เรา กับลูกหาบอีก 3 และเจ้าหน้าที่ 1 คน ออกเดินเท้ากัน อ้อ เจ้าหน้าที่นำทางเราชื่อ พี่น้อง ครับ ระยะทางช่วงแรกเดินไปตามแนวกันไฟ สบาย ๆ ก่อนจะเริ่มไต่ระดับขึ้นตามทางที่ลื่นไปด้วยใบไผ่ และต้นหญ้า ช่วงแรกๆ แดดเปรี้ยง ฟ้ายังใสดี เดินขึ้นลงเนิน 2-3 ลูก เราก็เริ่มไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นทิวเขาเป็นลอนคลื่นอยู่ด้านล่าง ก็ทำให้เราหายเหนื่อยไปได้พอควร ทิวทัศน์สวยมากๆครับ แต่ผมไม่มีแรงยกกล้องออกมาถ่ายรูปเลย เมื่อเลาะไปริมเขาอีกด้าน มองเห็นบ้านอีต่อง อยู่ลิบ ๆ ๆ โน่นนน … แรกเราก็เดินกันมาเรื่อยๆ ปกติดีครับ แต่ช่วงก่อนที่จะถึงจุดกางเต๊นท์ฝนดันตกซะงั้น…ผมกับเพื่อนอีก 3 คน มาเป็นกลุ่มรั้งท้าย เพราะรอทั่นเอ้เลยนะเนี่ย….555 ภาพที่ได้มีไม่มากครับ เพราะเหนื่อยจนไม่อยากจะยกกล้องเลย และเจอกับฝนอีก ผมเลยไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่ ถ่ายมาประมาณ 100 รุปเท่าที่ดูได้ก็มีแค่นี้แหละครับ ฮ่าๆๆๆๆ NAMPEE. |
161 ตรื้ดๆ
MANTRA Restaurant & Bar
by chaomuang on พ.ย..17, 2008, under Delicious
![]() ![]() |
![]() |
||
![]() |
||
| ห้องอาหารมิติใหม่ที่สร้างความหลากหลายกับห้องอาหารสุดเทรนดี้ ที่ มันตรา Mantra Restaurant & Bar โรงแรมอมารี ออคิด รีสอร์ท แอนด์ ทาวเวอร์ ตั้งเด่นอยู่ถนนเลียบชายหาดพัทยาบริเวณสนามหญ้าด้านชายหาดของโรงแรม ภายในตกแต่งด้วยรายละเอียดอย่างพิถีพิถันที่ตั้งใจคัดสรรมาเป็นอย่างดี ดีไซต์ลงตัวไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งแบบแนวร่วมสมัยของจีนและตะวันออกกลางในสไตล์ชิกๆ โมเดรินๆ หรือจะเป็นหน้าตาหน้ารับประทานของอาหาร ที่สำคัญรสชาดถือว่าชั้นเลิศ การันตีด้วยเชฟที่สะสมประสบการณ์ที่มากด้วยไอเดีย ปรุงแต่งรสชาดและสีสันเพื่อให้ถูกใจลูกค้าเป็นที่สุด
ที่มันตรา ใส่ความเชื่อเพื่อให้ตรงกับความหมายของร้าน อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นกับสิ่งที่จะได้รับกลับไป โดยที่ร้านอาหารมันตรามีคอนเซ็ปต์ที่ว่า Fun dining โดยเชฟจะเดินมาพูดคุยกันถึงโต๊ะ สอบถามถึงความต้องการของลูกค้าและนำเสนอเมนูใหม่ๆ พร้อมกับการบริการที่ประทับใจ เมื่อเข้ามาถึงก็จะสะดุดตากันตั้งแต่โซนแรก กับการตกแต่งที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ด้วยมุมนั่งที่แตกต่างกัน พร้อมเคาน์เตอร์บาร์ค๊อกเทล ภายในจะพบกับ เคาน์เตอร์ครัวที่เปิดโล่ง มีมากถึง 7 ครัว มีครัวญี่ปุ่น ครัวจีน ครัวลาวาสโตนกริว ครัวเมดิเตอร์เรเนี่ยน ครัวอินเดีย สามารถมองเห็นเชพกำลังบรรจงปรุงแต่งอาหารคุณภาพด้วยใจ อาหารหลากหลายขนาดนี้เลยขอยกโปรโมชั่นสำหรับเดือนพฤษจิกายน มาให้ชมตัวอย่างกับเทศกาลเมนูตับห่าน
ให้วันอาทิตย์ที่เป็นวันพิเศษของทุกๆคน ด้วยการมาทาน Sunday Brunch ในช่วงเวลา ด้วยความประทับใจมากมายไม่ว่าจะเป็นสถานที่ บรรยากาศ การบริการ และรสชาดอาหาร ของมันตรา ทำให้เราได้รับความสุข ทำให้เป็นอีกวันหนึ่งทีเป็นวันแสนวิเศษ ที่ยังอยู่ในความทรงจำของเราไปอีกแน่นอน Mantra Restaurant & Bar Pattaya Beach, Pattaya 20150 |
คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่
263 ตรื้ดๆ
MiX MAGAZINE Vol.November 2008
by chaomuang on พ.ย..17, 2008, under หนังสือ - แม็กกาซีน
![]() ![]() |
| MAI Visa Sarasas คุณรู้จักผู้หญิงคนหนี้จากไหน จากหนังเรื่อง “โครตรักเองเลย” จากเรื่องความรักในอดีตกับดาราบางคน หรือเป็นไปได้ว่าคุณอาจจะรู้จักเธอในฐานะที่เป็นทายาทตระกูลดัง ไม่ว่าคุณจะรู้จักเธอในรูปแบบไหน แต่เราอยากให้คุณรู้จักเธอมากขึ้นและมากขึ้น เพราะเธอทังน่ารักและเซ็กซี่กว่าที่คุณคิด ยังมีเนื้อหาแนะนำอีกมากมายน่าสนใจ ติดตามรายละเอียดทั้งหมดอยู่ใน
แม่สอด – แม่เมย ถนนสายเปลี่ยว ใจไม่ว่างเปล่า |
ยังมีเนื้อหาแนะนำอีกมากมายน่าสนใจ ติดตามรายละเอียดทั้งหมดอยู่ใน
MiX MAGAZINE November 2008 ปกไหม วิสาค่ะ
1,830 ตรื้ดๆ
บ้านสวนคุณลองกอง
by chaomuang on พ.ย..11, 2008, under Hotel Resort and Spa, ภาคใต้
![]() ![]() |
| บ้านสวนคุณลองกอง ตั้งอยู่ริมคลองฉวางในอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นคลองที่สวยงามมากทีเดียว สายธารพื้นทรายตื้นๆ ใสๆ เย็นๆไหลคดเคี้ยว ไปตามเทือกเขา ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกจางๆๆ มองแล้วสวยงาม ไม่แพ้เมืองเหนือเลย บริเวณรอบๆ เป็นสวนผลไม้ริมน้ำร่มเย็นล้อมไปด้วยต้นลองกอง ทุเรียน เงาะสีทอง เงาะโรงเรียน และมังคุด บ้านสวนมีด้วยกัน 7 หลัง จำนวน 9 ห้อง รอบล้อมด้วยต้นไม้ มองทางไหนก็จะออกแบบให้แตกต่างกันไป แต่ภายในก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนกัน บ้านเล็กริมน้ำ 2 หลัง ขนาดสำหรับพัก 2 คน ให้ความเป็นส่วนตัว แต่ถ้าอยากสนุกออกมานั่งเล่นนอนเล่นคุยกันตรงศาลาข้างบ้านก็ได้ บ้านขนาดกลางอีก 1 หลัง ภายในออกแบบให้มีชั้นลอยคล้ายห้องใต้หลังคา ปีกขึ้นไปบันไดไปก็ได้โลกส่วนตัว ที่พิเศษอีกอย่าคือห้องน้ำในบ้านไม่เหมือนหลังอื่น เห็นวิวภูเขาได้ชัด ภายในห้องกว้างโปร่งสบาย บ้านไม้หลังใหญ่พร้อมระเบียงกว้าง เหมาะสำหรับครอบครัวเล็ก ๆ นอกจากบ้านที่อยู่ริมน้ำเหล่านี้แล้ว ก็ยังมีบีบ้านบรรยากาศสวนอีก 1 หลัง รวมทั้งเรือนแก้วที่แบ่งซอยเป็น 3 ห้องทางด้านหน้า น่าพักไม่แพ้กัน แล้วยิ่งถ้ามาตรงกับช่วงผลไม้ รับรองได้ลิ้มลองผลไม้สดจากต้นแน่นอน ราคาห้องพัก 500-800 บาท การเดินทาง บ้านสวนคุณลองกอง ถนนาสาร-เหมืองทวด อำเภอบ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ห่างจากตัวตลาดนาสารประมาณ 5 กิโลเมตร เส้นทางราดยางสะดวกสบาย ติดกับบ่อน้ำร้อนค่ายลูกเสือ โทรศัพท์ 077-345052 , 089-9090171 ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก อสท. ฉบับตุลาคม 2551 |
คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่
|
|

































































































































































































































































































































































