สัมผัสเส้นทางพุทธศิลป์ เยือนถิ่นพระชนกจักรี อุทัยธานี (ตอนที่2)
เช้าวันที่สอง เรามุ่งหน้าออกเดินทางกันต่อเพื่อไปยังวัดอุโบสถธาราม เดิมชื่อวัดโบสถ์มโนรมย์ แต่ชาวบ้านเรียกกันสั้นๆว่าวัดโบสถ์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรังฝั่งตรงข้ามกับตลาดสดเทศบาลเมืองอุทัยธานี สันนิษฐานว่าสร้างใน สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภายในวัดมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่าหลายอย่าง เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถ ซึ่งเป็นภาพเขียนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเกี่ยวกับพุทธประวัติเริ่มตั้งแต่ ประสูตรจนถึงปรินิพพาน ฝีมือประณีตมาก ส่วนจิตรกรรมฝาผนัง ภายในวิหารเป็นฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เขียนภาพพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดเทพยดาบนสวรรค์ และภาพปลงสังขาร ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเจดีย์สามองค์ สามสมัย สามแบบ พระวิหาร พระอุโบสถ หอสวดมนต์ มณฑปแปดเหลี่ยม แพโบสถ์น้ำ พระพุทธบาทจำลอง สมัยรัชกาลที่ 4 พระพุทธรูปหล่อเงินหนัก 50 ชั่ง และสิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้แก่หลวงพ่อ จันวัดโบสถ์ เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้นที่เมืองอุทัยธานี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2449 อาทิ บาตรฝาประดับมุก บาตรเนื้อลงหิน บาตรเคลือบ ย่ามเสด็จประพาสยุโรป หม้อน้ำกระโถนปากแตร แจกัน เป็นต้น
หลังจากที่ชมความงามของวัดอุโบสถธาราม แล้ว เราก็เดินทางกันต่อเพื่อไปล่องแพกันที่แม่น้ำสะแกกรัง ซึ่งถือว่าเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจของจังหวัดอุทัยธานี การล่อง เรือเที่ยวชมธรรมชาติและวิถีในแม่น้ำสะแกกรัง เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่จะทำความรู้จักกับเมืองอุทัยธานีได้ดีที่สุดทางหนึ่งเพราะชีวิตริมน้ำที่นี่เป็นรากเหง้าแหล่งกำเนิดของการเป็นเมืองอุทัยตั้งแต่จุดลงเรือบริเวณเกาะเทโพล่องไปตามสายน้ำจนถึงจุดพบกันของแม่น้ำสะแกกรังและแม่น้ำเจ้าพระยา (ตามรอยเสด็จประพาสต้น)ล้วนผ่านบ้านเรือนของบุคคลสำคัญ และสถานที่สำคัญของเมืองอุทัยฟังวิทยากรบรรยายเรื่องราวมากมาย ฟังเพลินได้ความรู้ลืมเวลาและยิ่งเสริมความรื่นรมย์ด้วยการจัดสำรับของว่างคาวหวานไปกินกันบนเรือด้วยแล้วยิ่งสุขใจจนไม่อยากจะไปไหนต่อเลยทีเดียว
จากนั้นเราก็ขึ้นจากแพแล้วเดินทางกันต่อเพื่อไปชมความงามของวัดท่าซุง ซึ่งวัดท่าซุงเดิม เป็นวัดที่สร้างในสมัยอยุธยา มีโบสถ์ขนาดเล็ก ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างพื้นบ้านเข้าใจว่าเขียนในสมัยหลังเป็นเรื่อง พุทธประวัติ บางภาพต่อเติมจนผิดส่วน สมบัติอีกชิ้นหนึ่งของวัดคือ ธรรมาสน์ที่หลวงพ่อใหญ่สร้าง ที่วิหารมีพระปูนปั้นฝีมือพองามและมีลายไม้ จำหลักขอบหน้าบันเหลืออยู่ 2 – 3 แห่ง ด้านตรงข้ามกับวัดเป็นปูชนียสถานแห่งใหม่ มีบริเวณกว้างขวางมาก พระราชมหาวีระ ถาวาโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)พระเถระที่มีชื่อเสียงได้สร้างอาคารต่างๆ มากมาย เช่น พระอุโบสถใหม่ ภายในประดับและตกแต่งอย่างวิจิตร บานหน้าต่างและประตูด้านในเขียนภาพเทวดาโดยจิตรกรฝีมือดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาตัดลูกนิมิตพระอุโบสถแห่งนี้ บริเวณโดยรอบสร้างกำแพงแก้วและมีรูปหล่อหลวงพ่อปาน และหลวงพ่อใหญ่ขนาด 3 เท่า อยู่มุมกำแพงด้านหน้า มณฑป และ พระวิหาร ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง และศพของหลวงพ่อฤาษีลิงดำที่ไม่เน่าเปื่อย อาคารเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีลักษณะภายนอกที่คล้ายคลึงกันคือสร้างด้วยโมเสกสี ขาวใสดูเหมือนแก้ว นอกจากนี้ยังมียังมีศาลาอยู่หลายหลังสำหรับใช้เป็นสถานที่ฝึกสมาธิและมีที่ พักให้ด้วย อาคารแต่ละหลังจะมีเวลาเปิด-ปิดไม่ตรงกันและปิดช่วงกลางวัน โดยอาคารแต่ละหลังจะทยอยเปิดตั้งแต่เวลา 10.30 น. และจะเปิดให้ชมโดยพร้อมเพรียงกันอีกครั้งตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป
สถานที่สุดท้ายสำหรับทริปนี้ที่เราจะไปกันก็คือถนนคนเดินตรอกโรงยา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นถนนคนเดินที่สั้นที่สุดในประเทศไทย มีความยาวประมาณ 500เมตรเท่านั้นเอง โดยจะมีขึ้นทุกเย็นวันเสาร์ ถนนคนเดินตรอกโรงยามีสินค้าหลากหลายชนิดมาจำหน่าย ทั้งอาหารที่มีความหลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ของชาวอุทัยที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกิน ของฝาก ของที่ระลึก และของเก่าสะสม สามารถเดินเล่นเที่ยวชม ถ่ายรูปเล่นหรือจะเดินทอดน่องในยามเย็นก็ได้
สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานจังหวัดอุทัยธานีและสำนักงานผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ด้วยครับ สำหรับทริปดีๆในครั้งนี้ หวังว่าจังหวัด อุทัยธานีเมืองน่ารักและเงียบสงบแห่งนี้ คงจะไม่เป็นทางผ่านของใครหลายคนอีกต่อไปนะครับ
ชอบบทความนี้ แบ่งปันต่อให้เพื่อนๆกัน: