Snow Romance in Korea
การเดินทางของเมืองไทย.คอมในทริปนี้ เป็นทริปพิเศษอีกหนึ่งทริป ที่เราเมืองไทย.คอมจะพาทุกๆคนออกเดินทางไปยังต่างแดน ในดินแดนละครซีรี่ส์สุดฮิต ดินแดนโสมขาวและกิมจิ บอกมาถึงขนาดนี้หลายคนคงจะรู้แล้วใช่มั๊ยครับว่า เราเมืองไทย.คอมจะพาทุกคนบินลัดฟ้ามาที่ประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่อากาศเย็นสุดๆ ถึงขนาดติดลบ18 องศาเซลเซียส
โดยจุดมุ่งหมายหลักของการเดินทางครั้งนี้ คือ การไปชวนคนเกาหลีให้มาเที่ยวเมืองไทย แต่ถ้าอยากรู้ว่าเรามีวิธีชวนชาวต่างชาติให้มาเที่ยวเมืองไทยอย่างไรต้องติดตามกันต่อนะครับ และอีกหนึ่งอย่างที่เรา เมืองไทย.คอมจะทำในเกาหลี คือ เราจะพามาสัมผัสอากาศสุดหนาวกับหิมะขาวๆเต็มพื้นที่ที่เราได้เดินทางไป โดยเฉพาะที่ เกาะนามิ เพราะที่ประเทศไทยของเราไม่มีอากาศแบบนี้ เราจึงอยากให้ทุกคนสัมผัสไปพร้อมกับเรา
 |
| การเดินทางไปเกาหลี ของเมืองไทย.คอม ครั้งนี้ ไปกับ Silver Stone Tour & Travel เช่นเคย ซึ่งในวันแรกของการเดินทาง ทีมงานเมืองไทย.คอมและลูกทัวร์ของซิลเวอร์สโตนทัวร์ มาพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิตอนสี่ทุ่ม ก็จัดแจงเช็คอินที่สายการบินและผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง-ออกเมือง เพื่อเดินไปรอยังจุดขึ้นเครื่อง ซึ่งวันที่เราเดินทางไปเกาหลีนั้น มีคนไทยเดินทางไปเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกันได้เวลาเที่ยงคืน เครื่องบินของ Business Air ออกทะยานสู่ท้องฟ้าท่ามกลางความมืด เพื่อมุ่งหน้าตรงสู่ สนามบินอินชอน ประเทศเกาหลี ท่ามกลางความมืดนี่เองที่เรานั่งเครื่องบิน ประมาณ 5 ชั่วโมง ก็มาถึงที่สนามบินอินชอน โดยสวัสดิภาพ ลืมบอกไปครับว่า เวลาที่เกาหลีเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง ทำให้เวลาที่เรามาถึงเกาหลีนั้นอยู่ที่ประมาณ 7 โมงเช้า แต่ว่าก็อยู่ในช่วงของฟ้าสางพอดี ที่สนามบินอินชอน เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน ทั้งลานพื้น บนหลังคาเครื่องบินที่จอดและบนรถในสนามบิน |
 สภาพอากาศหนาวติดลบที่สนามบินอินชอน |
 ขาวโพลนไปหมด |
| เมื่อรับสัมภาระเสร็จสิ้น จัดแจงแต่งชุดกันหนาวอย่างเต็มที่ ทั้งลองจอน เสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ ถุงมือ เพื่อพร้อมรับกับอากาศหนาวจัดสำหรับคนไทย ที่อุณภูมิ ติดลบ 12 องศา และก็หนาวจับใจจริงๆ เพียงแค่เดินออกนอกสนามบิน เพื่อมาขึ้นรถของ Silver Stone Tour ก็สัมผัสได้ว่าหนาวอย่างแรง แต่ถึงอย่างไร เราเมืองไทย.คอมก็ไม่กลัวครับ เพราะว่าเราต้องมาทำภาระกิจให้สำเร็จก่อน หลังจากที่เดินขึ้นรถและสัมผัสอากาศเย็นในครั้งแรกที่สนามบินไปแล้ว รถก็เริ่มมุ่งหน้าสู่ที่หมายแรกของทริป Snow Romance in Korea ที่เกาะนามิ ในระหว่างการเดินทางนั้น คุณยู้ ไกด์ของ ซิลเวอร์สโตนทัวร์ ก็เริ่มแนะนำตัวเองและการเดินทางคร่าวๆว่า วันนี้เราจะได้พบเจอกับอะไรบ้าง ต่อด้วยการแนะนำ คุณเล็ก ไกด์ท้องถิ่น ที่เป็นคนไทย แต่อาศัยอยู่ที่เกาหลีมากว่า 20 ปี และช่างภาพ ของกรมการท่องเที่ยวเกาหลี ซึ่งเป็นนักศึกษาทุนรัฐบาล ที่จะคอยถ่ายรูปในคณะเดินทางและช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ มีนามว่าโทนี่ |

จุดเริ่มต้นเดินทางสู่เกาะนามิ
| ระหว่างการเดินทางไป เกาะนามิ ซึ่งถือเป็นเช้าวันที่สองจากกรุงเทพฯ แต่เป็นเช้าวันแรกที่เกาหลี เรามัวแต่ตื่นเต้นกับหิมะที่ขาวโพลนไปทั่วทุกที่ (เพราะประเทศไทยไม่มีหิมะนิครับ) จึงเก็บภาพ ตลอดทาง จนมาถึงจุดจอดรถ ของท่าเรือข้ามไปเกาะนามิ ขณะที่เราลงรถไปขึ้นเรือนั้น หิมะ ก็ตกลงมาพอดี แค่หายใจควันก็ออกจมูก หากพูดควันก็ออกปาก ตอนที่เรากำลังจะขึ้นเรือก็ค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นธงชาติไทย ตั้งเด่นอยู่หัวเรือคู่กับธงชาติเกาหลี ถามไปถามมาจึงรู้ความจริงว่า ที่เกาะนามิมีการทำข้อมูลว่าชาติใดมาเที่ยวมากที่สุด และชาติที่มามากที่สุดธงชาติของประเทศนั้นจะตั้งคู่กับธงชาติเกาหลี ซึ่งธงชาติไทยเอง ตั้งคู่กับธงชาติเกาหลีมา 5 เดือนแล้ว ระหว่างที่เรือแล่นไปข้างหน้า มีเสียงกระทบของน้ำแข็งบริเวณหน้าเรือ เพราะเรือที่แล่นอยู่เหมือนกับวิ่งอยู่บนผืนน้ำแข็งขนาดยักษ์เพราะอากาศที่ติดลบนั่นเอง |
 |
เกาะนามิ เป็นสถานที่โรแมนติกตามรอยละครซีรี่ส์ดัง Winter Love Song ที่คนไทยหลายต่อหลายคนชื่นชอบ หลายคนอาจจะคิดว่าเกาะนามิตั้งอยู่ในทะเล จริงๆแล้วไม่ใช่นะครับ เกาะนามิตั้งอยู่กลางทะเลสาปน้ำจืดขนาดยักษ์ จึงเรียกว่าเกาะ วันนี้บนเกาะเต็มไปด้วยหิมะทั้งบนพื้น บนกิ่งไม้ บนหลังคา ซึ่งเราก็ได้สัมผัสกับหิมะครั้งแรกที่นี่เอง แต่หิมะก็ทำให้บรรยากาศโรแมนติก เพราะทุกที่มีแต่สีขาว สิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อมาถึงเกาะนามิก็คือ การไปถ่ายรูปบริเวณทิวสนและบริเวณรูปปั้นของ คู่พระนาง ที่ทำให้เกาะนามิเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันขึ้นชื่อของเกาหลี |
 กระรอกน้อย ขนหูตั้ง |
 Snow Man |
 ขวาโพลนไปหมด |
 ตอนนี้อากาศอยู่ที่ -20 C |
 ห้ามปีนนะจ๊ะ ตกน้ำหนาวตายได้ |
 เย็นจัดเป็นหน้าแข็งไปหมด |
 ถึงเกาะนามิแล้ว |
 น้ำพุกลายเป็นน้ำแข็ง |
 อ่ะ... แป้งทอดได้แล้วครับ |
 จุดที่ใครๆต้องมาถ่ายภาพ |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
| หลังจากอิ่มเอมกับบรรยากาศของเกาะนามิจนพอใจแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องทำให้ท้องอิ่มบ้างเช่นกัน ซึ่งร้านอาหารมื้อแรกที่เกาหลี อยู่ไม่ไกลจากเกาะนามิมากนัก ที่สำคัญเป็นร้านของคนเกาหลีกิน ไม่ใช่ร้านที่ทัวร์ลง เพราะฉะนั้นเรื่องรสชาติ เกาหลีแท้แน่นอนเลยทีเดียว ด้วยอาหารที่มีชื่อว่า ไก่ผัดพริกแกง หรือ Takkalbi แต่ไม่เหมือนไก่ผัดพริกแกงบ้านเรานะครับ เมื่อเรานั่งที่โต๊ะ จะมีกระทะใบใหญ่คล้ายกระทะหอยทอดบ้านเรา ตั้งอยู่ เมื่อเปิดไปเอาไก่ลงไปผัดให้สุกตามด้วยผักและข้าว ผัดให้เข้ากันเป็นอันทานได้ รสชาติความจืดความเผ็ดอยู่ที่เราว่าจะใส่พริกเกาหลีมากน้อยขนาดไหนและนอกจากขาวแล้วยังมีซุปสาหร่ายอุ่นๆเคียงคู่อีกด้วย |

| เสร็จจากมื้อเที่ยง ที่หมายต่อไปคือ โรงเรียนสอนทำกิมจิ เพื่อให้เราได้ลองสัมผัสกับวิธีการทำกิมจิ ว่ามีกรรมวิธีอย่างไรกว่าจะมาเป็นกิมจิแสนอร่อยให้เราได้กินกัน ที่โรงเรียนทำกิมจิ เราจะได้ลองทำกันทุกคน ตั้งแต่ทาเครื่องแกงลงบนผักกาดขาวทีละชิ้นๆ แล้วห่อให้เป็นปั้นก่อนที่จะใส่ลงในถุง เป็นอันเสร็จสิ้น และต่อด้วยการใส่ชุดประจำชาติเกาหลีถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก |

| กิจกรรมวันแรกที่เกาหลีเสร็จสิ้นไปด้วยดี ถึงเวลาเข้าที่พัก สกีรีสอร์ท หรือ Jangi Pine Ski Resort เพื่อเก็บสัมภาระแล้วออกมาทานมื้อเย็น เป็นสุกี้เกาหลีร้อนๆ ท่ามกลางอากาศหนาว ช่างเป็นความสุขท่ามกลางความหนาวซะจริงๆ |

| อิ่มท้องเรียบร้อยกลับมาที่สกีรีสอร์ทอีกรอบ แต่ว่ายังไม่เข้าห้องพัก เพราะว่าเราจะไปดูเขาเล่นสกีกัน ในตอนกลางคืนนี่แหละ ทีแรกทีมงาน เมืองไทย.คอม จะขอลองเล่น แต่เขาให้เล่นที่พื้นต่ำๆสำหรับคนที่ยังไม่เคย เราจึงขอดูเขาเล่นดีกว่า ที่สนามสกี มีหลายระดับความยากให้เลือกเล่นสำหรับคนที่มีบัตร สกี ซึ่งต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปแล้วเล่นสกีลงมา ชาวเกาหลีเขาฝึกเด็กตั้งแต่ห้าขวบให้เล่นสกี ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่คนเกาหลีเล่นกสีเป็น เพราะอีกอย่างคือสกีเป็นเหมือนกีฬาประจำชาติไปซะแล้วด้วย หลังจากที่เสพบรรยากาศการเล่นสกีจนอิ่มก็ถึงเวลาเข้านอนเพื่อพร้อมรับกับกิจกรรมในวันต่อไป |

|
 |
 |
| เช้าวันที่สองในเกาหลี เช้านี้เรามุ่งหน้าสู่ สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสวนสนุกที่ขึ้นชื่อที่สุดของเกาหลี หากใครมาที่เกาหลีแล้วก็ต้องแวะมาที่สวนสนุกกันทุกคนและเราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องแวะมายังสวนสนุกแห่งนี้ ที่สวนสนุกมีเครื่องเล่นมากมายแล้วแต่ความชอบ แต่ที่ขึ้นชื่อคือ ทีเอ็กซ์เพรส รถไฟเหาะบนรางไม้หนึ่งเดียวในโลก แต่วันที่เราไปนั้นปิดให้บริการเนื่องจากอากาศเย็นเกินเลยอดเล่น และอีกหนึ่งอย่าคือ Snow Buster ซึ่งจะมีในหน้าหนาวที่มีหิมะเท่านั้นและเราก็ได้เล่นเจ้าสิ่งนี้เอง เพราะเป็นเครื่องเล่นยอดฮิตดูได้จากแถวที่ต่อคิวยาวมาก เมื่อเราได้รับอุปกรณ์ก็ขึ้นไปยังลานด้านบนแล้วก็สไลด์ลงมา สนุกแบบเบาๆ และต่อด้วยการนั่งรถดู ไลเกอร์ ลูกผสมระหว่างสิงห์โตกับเสือ ในส่วนที่เป็น ซาฟารี แต่ยังไม่หมดที่ไลเกอร์เพราะว่ายังมี เสือ สิงห์โตและหมีให้ได้ชมอีกหลายตัวเลยทีเดียว |

รถไฟเหาะรางไม้ที่นี่เล่นมากที่สุด วันนี้ปิดบริการเพราะอากาศหนาวจัด หัวใจอาจจะวายได้

| เสร็จจากสวนสนุกก็เที่ยงพอดี ซึ่งในมื้อเที่ยงนี้ คือ หมูย่างเกาหลี (Pork Calbi) ที่เอาหมูชิ้นใหญ่ๆมาย่างจนสุกแล้วใช้กรรไกรตัดเป็นชิ้นเล็กๆพอคำ โดยการกินคือ เอาผักสดมาป้ายด้วยซอสแล้วเอาหมูมาวางห่อด้วยผัก เอาเข้าปาก บอกได้คำเดียวครับว่า อร่อยมาก เติมได้ไม่อั้นจนกว่าจะหมดแรง |

| ต่อด้วยการมุ่งหน้าสู่ หอคอยโซล ทาวเวอร์ สถานที่ถ่ายทำละครเกาหลีหลายต่อหลายเรื่อง แต่ไฮไลท์อยู่ตรงที่การคล้องกุญแจสำหรับคู่รัก ซึ่งมีเยอะมากจนไม่สามารถนับได้ว่ามีเท่าไร จึงเป็นอีกหนึ่งในสถานที่โรแมนติกของเกาหลี ภายใน โซลทาวเวอร์เป็นที่ตั้งของ Teddy House ที่เล่าความเป็นมาของเกาหลีผ่านตุ๊กตาหมี ดูน่าสนใจละน่ารักเป็นอย่างมาก |

ถึงแล้ว Seoul Tower

ต้องเดินเท้าขึ้นไปอีกนิดประมาณ200เมตร อากาศเย็นจัดมากๆในฤดูหนาวนี้

คล้องเรา ล็อครัก ระหว่างเรา
| ตกเย็นมุ่งหน้าสู่แหล่งช๊อปปิ้ง ตลาดทงแดมุน เพื่อทำภาระกิจพิเศษอีกหนึ่งสิ่ง ท่ามกลางอากาศติดลบ 18 องศา คือ การชวนคนเกาหลีให้มาเที่ยวที่เมืองไทย โดยกติกามีเพียงให้ดีมิวสิกวีดีโอ “เพลงมหานคร” ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานกรุงเทพมหานคร ให้ดูหากบอกถูกว่าเป็นที่ไหน หรือบอกแค่คำว่า Bangkok รับไปเลย เสื้อยืดจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานกรุงเทพมหานคร |

| ซึ่งใน มิวสิควีดีโอเพลงนี้ จะมีรูปสถานที่ท่องเที่ยงต่างๆในกรุงเทพฯ ที่สวยงาม เพื่อดึงดูดให้คนมาเที่ยว เราจึงเลือกกติกาที่ไม่ยากนัก และผู้ที่ได้รางวัลไปก็คือสาวสวยเกาหลี 3 คน นี่แหละครับ คือภารกิจง่ายๆที่ใครก็สามารถทำได้เมื่อเดินทางมายังต่างประเทศ แต่กิจกรรมนี้ เราเมืองไทย.คอมต้องขอขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงโซล ที่มาเป็นล่าม ตลอดกิจกรรม เสร็จสิ้นภาระกิจก็เดินซื้อของกันอีกนิดก่อนที่จะไปหาอาหารมื้อค่ำทาน ที่ร้านไก่ตุ๋นโสมสามขา ร้านดังที่ต้องแวะมาทาน เพราะว่าร้านนี้เขาให้ไก่ทั้งตัว มาเสิร์ฟตอนน้ำกำลังเดือด เนื้อไก่เปื่อยยุ่ยทั้งตัว อร่อยแบบเกาหลีจริงๆ หลังจากที่อิ่มท้องก็กลับที่พัก นอนอย่างสบายใจอีกเช่นเคย |



 |
 |
 |
 |
| เช้าวันที่สามในเกาหลี เช้านี้ตื่นมาพอกับอากาศที่แสนจะเย็นในกรุงโซล ที่ติดลบ 19 องศา เป็นวันที่หนาวที่สุดของเราในทริปนี้ เสื้อผ้าถูกสวมใส่ตัวอย่างน้อย คนละ 3 ชั้น เพื่อให้ร่างกายอุ่นที่สุด ซึ่งที่หมายแรกของเช้านี้ คือ บลูเฮ้าส์ทำเนียบของประธานาธิบดีเกาหลี เหตุที่มาบริเวณนี้เนื่องจาก ที่นี่มีการตั้งตรงตามหลักฮวงจุ้ยมากที่สุดและถือได้ว่าดีที่สุดด้วยซ้ำ จึงขอมาเห็นกับสายตาของตัวเองว่าฮวงจุ้ยที่ดีที่สุดเป็นอย่างไร ต่อด้วยการถ่ายรูปกับ อนุเสาวรีย์นกฟินิกส์ ที่เป็นสัญลักษณ์ ความเป็นอมตะของเกาหลี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลานด้านนอกหน้า บลูเฮ้าส์ นั่นเอง และจากนั้นเดินเท้าเข้าดูพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของเกาหลีเพื่อดูความเป็นมา วิถีชีวิตในเมื่อก่อนว่ามีความเป็นมา ความเป็นอยู่อย่างไร |

| ต่อด้วย พระราชวังเคียงบ๊อกซ์ เพื่อย้อนรอยซีรี่ส์ดังของเกาหลีที่มีชื่อว่า Princess House หรือชื่อไทยว่า เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา ซึ่งในสถานที่วังเคียงบ๊อกซ์นั้น ทุกอย่างสร้างตามหลักฮวงจุ้ยทั้งหมด โดยรูปแบบภายนอกส่วนใหญ่ที่เรามองเห็นจะได้รับอิทธิพลมาจากจีนอย่างยาวนาน ถึงแม้ว่าจะถูกญี่ปุ่นเข้ามาปกครองในช่วงสงครามโลกก็ตามแต่ ทำให้ห้องหรือโถงต่างๆหากมองเพียงเผินๆจะเหมือนกับว่าอยู่ที่จีนเลยทีเดียวที่หมายต่อไป คือ ศูนย์โสมรัฐบาล ที่นักท่องเที่ยวไม่ว่าใครก็ตามต้องแวะเวียนเข้ามา เนื่องจากเหมือนเป็นโปรแกรมบังคับที่ทางเกาหลีจัดให้อยู่ในทัวร์ทุกทัวร์ แต่การมาที่ศูนย์โสมของรัฐบาลเกาหลี ก็มีข้อดีที่ทำให้เราได้รู้ว่า โสมที่เราควรแก่การทานคือ โสม 6 ปี เท่านั้น เนื่องจากโสม 6 ปีเป็นโสมที่สมบูรณ์ในเรื่องของแร่ธาตุต่างๆ หากทานโสมที่มีอายุน้อยกว่านี้จะเป็นโทษต่อร่างกาย เนื่องจากจะทำให้ร่างกายร้อน ร้ายแรงที่สุดคือเลือดกำเดาไหลออกจากจมูก และโสมจะมีอายุไม่เกิน 6 ปี เพราะถ้าเข้าปีที่ 7 หัวโสมจะเริ่มฝ่อ จนไม่มีประโยชน์เหลืออยู่ ดังนั้นโสมที่ดีคือโสม 6 ปี และรัฐบาลเกาหลีเอง ไม่ส่งออกโสม 6 ปี หากใครอยากได้ ต้องมาซื้อที่เกาหลีเท่านั้น และไม่สามารถซื้อได้เกิน 7 กล่องด้วย เสร็จจากศูนย์โสม ต่อด้วย ศูนย์สมุนไพรเกาหลีก่อนที่จะไปทานมื้อกลางวันและไปยัง หมู่บ้านนัมซาน-ฮันอก |

| หมู่บ้านนัมซาน – ฮันอก เป็นสถานที่ที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมบรรดาบ้านเก่าๆของเกาหลีของคนชั้นสูงตั้งแต่ระดับขุนนางขึ้นไป เพื่อไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชมกัน ซึ่งบ้านแต่ละหลังนั้น ล้วนแต่เป็นของแท้ดั่งเดิมที่ทางรัฐบาลซื้อต่อมาแล้วทั้งสิ้น และหมู่บ้านนัมซานนี้ก็ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวพอสมควรเลยทีเดียว |
คลองชองแกชอน

และที่หมายต่อไปเป็นที่หมายกลางใจเมืองท่ามกลางตึกใหญ่ โรงแรม ร้านอาหารและสำนักงานต่างๆ ที่ที่ว่านี้คือ คลองชองแกชอน หาก เทียบกับเมืองไทย คงหนีไม่พ้นคลองแสนแสบ แต่ที่ ชองแกชอนเป็นคลองแสนแสบที่น้ำใสมาก จนเราแอบอิจฉาไม่ได้ ซึ่งที่มาของความใสของสายน้ำ คือ การนำน้ำเสียมาบำบัด ที่ได้ผลอันน่าทึ่ง ใสเหมือนน้ำในขวดน้ำดื่มเลยทีเดียว อยากให้คลองแสนแสบน้ำใสแบบนี้บ้างจัง
 บรรยากาศโดยรอบ |
 น้ำเย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง |
 หอยเจดีย์ สัญลักษณ์แห่งความสะอาดของน้ำ |
 ลำคลองชองแกชอน |
 น้ำที่ใดมีหอยเจดีย์อาศัยอยู่ได้ แสดงว่าน้ำนั้นสะอาดจริง |
|
 เย็นดีไหมค่ะ |
 เหมือนถนนสาทรบ้านเราเลย |
 คลองชองแกชอน |
 น้ำตกแข็ง |
กิจกรรมสุดท้ายของวันนี้ก่อนที่จะทานอาหารค่ำคือ การดู Jump Show แค่ชื่อก็คงรู้แล้วนะครับว่าเป็นโชว์ที่กี่ยวกับการกระโดด แต่เป็นการกระโดดที่เล่าเรื่องถึงการต่อสู้ในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กังฟู หมัดเมา คาราเต้ ซึ่งให้ความสนุกสนานและน่าตื่นเต้นมากเลยทีเดียว
ตบท้ายของวันด้วยข้าวผัดเกาหลีกับหม้อไฟร้อนๆก่อนที่จะกลับสู่ที่พักแล้วนอนพักผ่อน เพราะว่าเรายังมีเวลาเหลือที่เกาหลี พรุ่งนี้อีกเพียงหนึ่งวัน

 Jump กันไหมค่ะ |
 มาซื้อตั๋วกัน ณ Box Office |
 เคยมาเล่นเมืองไทยด้วยนะคณะนี่ |

 อยู่ชั้นใต้ดิน |
 สถานที่แสดงจริงของ Jump Show
|
| เช้าวันสุดท้ายที่เกาหลี เช้านี้เราจะบุกไปที่โรงงานผลิต พลอยสีม่วง หรือ แอมมาทีส ที่ขึ้นชื่อ เนื่องจากมีความแข็งถึง 7.5 แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ชาวเกาหลีมีความเชื่อว่า พลอยสีม่วงนี้ หากมีติดตัวไว้ จะช่วยในการปรับสมดุลของร่างการ เนื่องจากตัวพลอยมีความเย็นกว่าอุณหภูมิทั่วไปถึงสามเปอร์เซ็นต์ และพลอยม่วงนี้ ทางรัฐบาลเกาหลีจะไม่ส่งออกพลอยเกรดเอ ซึ่งถ้าอยากได้ของดี ต้องมาซื้อเองที่เกาหลี |


| และแล้วเวลาช๊อปปิ้งก็มาถึง เมื่อเรามาอยู่ที่ ตลาดเมียงดง และที่นี่เอง ทุกคนที่มาด้วยกันต่างกระจายกันไปคนละทางสองทางเพื่อซื้อบรรดาของแบรนด์เนมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และอื่นๆอีกมากมาย แต่เราก็หามุมเล็กๆหลังจากที่ช๊อปเสร็จคือ การยืนกินของร้านๆในตลาดเมียงดง นั่นเอง และจบโปรแกรมในช่วงเช้าของวันสุดท้ายที่การลิ้มรส ขาปูยักษ์ ก่อนที่จะไปแวะสหกรณ์เกาเหลีแล้วขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทย ตอน 5 โมงเย็น |

เป็นอย่างไรบ้างครับกับการเดินทางมาเกาหลีของเมืองไทย.คอม ที่ได้ทั้งการชวนชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยกับการเปิดโลกกว้างของเมืองไทยในต่างแดนซึ่งเราทุกคนก็สามารถทำได้เหมือนกับเมืองไทย.คอม ครับ เพียงแต่เวลาไปเที่ยวต่างประเทศแล้วอย่าลืมชวนเขามาเที่ยวบ้านเราบ้างก็เท่านั้นเองครับ
สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ
-
Silver Stone Tour & Travel ที่ดูแลเราเป็นอย่างดีตลอดการเดินทาง
-
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานกรุงเทพฯ ที่เอื้อเฟื้อรางวัลเป็นเสื้อยืดที่ระลึก
-
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานกรุงโซล ที่ช่วยมาเป็นล่ามในกิจกรรมที่เราเมืองไทย.คอมจัดขึ้นครับ
|
บรรยากาศแวะชิมอาหารพื้นเมืองเกาหลี
ผู้สนับสนุน
..
ชอบบทความนี้ แบ่งปันต่อให้เพื่อนๆกัน:
อยากไปเกาหลี ไปเล่นหิมะ
Snow Romance จิงจิง
อยากไปไหนกับตัวเอง
จะไปวันจันทร์นี้แล้ว..ขอบคุณ Review ภาพบรรยากาศสวยๆ รู้สึกถึงความหนาวได้เลยค่า